- หาเวลา 'พักผ่อน' สัก 20 นาที ในช่วงสายและช่วงบ่ายจะช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่นขึ้น
- การพาดเท้าให้สูงขึ้นจะช่วยบรรเทาอาการบวมน้ำ ( fluid retention) และช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น
- หากคุณรู้สึกเหนื่อยล้า การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ในปริมาณที่เหมาะสมยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เพื่อช่วยให้ร่างกายมีระดับภูมิต้านทานที่แข็งแรงอยู่เสมอ
- อาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก เช่น ผักใบเขียว สามารถช่วยเสริมสร้างพลังงานในร่างกายได้อีกด้วย
- พยายามหลีกเลี่ยงการพึ่งพาอาหารรสหวานเพื่อช่วยให้คุณไม่เหนื่อยง่าย มีแรงตลอดทั้งวัน
- พยายามใช้เครื่องช่วยอำนวยความสะดวกทุกอย่างที่มี
- หาเวลาพักผ่อน เช่าหนังมาดูสักเรื่อง ช็อปปิ้งทางอินเทอร์เน็ต ทำอะไรก็ได้ที่คุณอยากทำ
- หรืออาจจะหยุดงานสักวัน เพราะคุณสมควรจะพักผ่อนบ้าง
สมุนไพรไทย เพื่อดูแลสุขภาพคุณแม่มือใหม่ และ สมุนไพรไทยเพื่อผู้สูงอายุ
ดูสินค้าเพิ่มเติมได้ที่
www.kasidit-herbal.com
วันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
วิธีการจัดการกับความเหนื่อยล้าระหว่างตั้งครรภ์
การรับมือกับความเหนื่อยล้าระหว่างตั้งครรภ์อาจทำได้ยากสักหน่อย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในระยะท้ายๆของการตั้งครรภ์
มีอยู่สองสามวิธีที่สามารถช่วยให้คุณรู้สึกเหนื่อยน้อยลงได้
วันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
เหตุใดคุณจึงเป็นโรคเชื้อราในช่องคลอดระหว่างตั้งครรภ์
โรคเชื้อราในช่องคลอด ( Thrush) คือ การติดเชื้อราในบริเวณช่องคลอด ซึ่งมีสาเหตุมาจากเชื้อยีสต์ชนิดหนึ่งที่เรียกกันว่า "แคนดิดา อัลบิแคนส์" (Candida albicans) คนส่วนใหญ่จะมีเชื้อราอาศัยอยู่ในร่างกาย ซึ่งโดยปกติแล้ว เชื้อราจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาแต่อย่างใด แต่ในระหว่างที่ตั้งครรภ์นั้น สภาพภายในร่างกายของเราจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ประกอบกับความสมดุลของกรด-ด่างที่เปลี่ยนไปจากเดิมซึ่งจะส่งเสริมการเจริญเติบโตของเชื้อยีสต์ดังกล่าว ซึ่งนำไปสู่การเกิดโรคเชื้อราในช่องคลอดได้
โรคเชื้อราในช่องคลอดมีอาการอย่างไรบ้าง
- อาการของแต่ละคนจะแตกต่างกันเล็กน้อย แต่หากคุณสังเกตเห็นอาการเหล่านี้ตั้งแต่หนึ่งอย่างขึ้นไป แสดงว่าคุณอาจเป็นโรคเชื้อราในช่องคลอด
- อาการคันหรือแสบร้อนภายในหรือรอบๆ ช่องคลอด
- อาการเจ็บโดยทั่วไปและ/หรือบวมแดง
- อาการเจ็บระหว่างมีเพศสัมพันธ์หรือขณะปัสสาวะ
ตกขาวที่มีลักษณะขาวขุ่นและข้นกว่าปกติ การมีตกขาวที่มีลักษณะใส มีสีขาวคล้ายน้ำนมออกมามากขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ถือเป็นเรื่องปกติ แต่หากคุณสังเกตเห็นว่าตกขาวมีลักษณะข้นขึ้น คล้ายกับคอตเทจ ชีส ( cottage cheese) นั่นอาจจะเป็นอาการอย่างหนึ่งของโรคเชื้อราในช่องคลอด
ฉันควรโทรหาสูติแพทย์หรือพยาบาลผดุงครรภ์หรือไม่
หากคุณคิดว่าอาจเป็นโรคเชื้อราในช่องคลอด ควรแจ้งให้พยาบาลผดุงครรภ์หรือสูติแพทย์ของคุณทราบโดยเร็วที่สุดเพื่อหาวิธีการรักษาที่เหมาะสมต่อไป
วิธีการรักษาโรคเชื้อราในช่องคลอดอย่างปลอดภัย
- การซื้อยาจากร้านขายยามาใช้เองระหว่างตั้งครรภ์เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ควรปรึกษาสูติแพทย์หรือพยาบาลผดุงครรภ์ของคุณก่อนซื้อยาใดๆ
- ใช้ผ้าห่อน้ำแข็งหรือแผ่นประคบที่มีสารสกัดจากวิทช์ เฮเซล ( witch-hazel compress) เพื่อบรรเทาอาการในบริเวณดังกล่าว
- หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่นหรือแช่น้ำอุ่น เชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคเชื้อราในช่องคลอดจะเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศที่อบอุ่น
- ควรใช้เจลอาบน้ำหรือสบู่ที่ปราศจากส่วนผสมของน้ำหอม
- สวมกางเกงชั้นในที่ทำจากผ้าฝ้ายที่ไม่รัดแน่นจนเกินไปเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก
- รับประทานโยเกิร์ตชนิดธรรมดาซึ่งมีจุลินทรีย์ก็สามารถช่วยได้เช่นกัน
โรคเชื้อราในช่องคลอดกับลูกน้อยของคุณ
ถึงแม้ว่าโรคเชื้อราในช่องคลอดอาจสร้างความรำคาญอย่างมาก แต่ก็ไม่เป็นอันตรายต่อลูกน้อยในครรภ์ แต่ก็มีโอกาสที่จะติดต่อไปยังลูกได้ในระหว่างคลอดและทำให้คุณรู้สึกเจ็บระหว่างให้นมลูกได้ ถ้าจะให้ดี คุณควรรักษาให้หายก่อนที่จะคลอด
โรคเชื้อราในช่องคลอดกับลูกน้อยของคุณ
ถึงแม้ว่าโรคเชื้อราในช่องคลอดอาจสร้างความรำคาญอย่างมาก แต่ก็ไม่เป็นอันตรายต่อลูกน้อยในครรภ์ แต่ก็มีโอกาสที่จะติดต่อไปยังลูกได้ในระหว่างคลอด ถ้าจะให้ดีคุณควรรักษาให้หายก่อนที่จะคลอด
วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
อาการบวมระหว่างตั้งครรภ์เป็นอาการทั่วไปใช่หรือไม่
อาการบวมหรือรู้สึกตัวพองระหว่างการตั้งครรภ์ เป็นปฏิกิริยาทางธรรมชาติที่มีต่อปริมาณของเหลวในร่างกายที่เพิ่มขึ้นซึ่งคุณแม่ต้องแบกรับไปทุกแห่งหน คุณแม่ส่วนใหญ่จะรู้สึกบวมที่บริเวณข้อเท้าและเท้าหากต้องยืนนานๆ บางท่าน แหวนที่สวมอยู่รัดแน่นขึ้น หรือหน้าบวมขึ้นด้วย
อาการบวมที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ช่วงตอนกลางวันและบวมเพิ่มมากขึ้นในช่วงเย็น มักเกิดจากกิจกรรมต่างๆในระหว่างวันของคุณแม่หรือสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว ถึงอาการบวมอาจทำให้คุณรู้สึกอึดอัด แต่โดยทั่วไปแล้วอาการบวมระหว่างตั้งครรภ์โดยปราศจากอาการอื่นๆร่วมด้วยนั้นไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลและไม่เป็นอันตรายต่อคุณและลูกน้อย แต่หากบวมมากเกินไป บางครั้งอาจเป็นเพราะความดันเลือดสูงขึ้น จึงควรหมั่นสังเกตอาการและปรึกษาสูติแพทย์หรือพยาบาลผดุงครรภ์หากคุณรู้สึกกังวล
วิธีการลดอาการบวมระหว่างตั้งครรภ์
- การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพสามารถช่วยลดอาการบวมลงได้ เชื่อกันว่ากระเทียม หัวหอมสดและแอปเปิ้ลมีประสิทธิภาพดีเป็นพิเศษและควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มซึ่งจะทำให้คุณขาดน้ำได้
- พยายามออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ โดยเฉพาะ การออกกำลังกายด้วยการเดิน
- ดื่มน้ำเปล่าหรือเครื่องดื่มให้เพียงพออย่างน้อยวันละหกถึงแปดแก้ว หรือพยายามทานผักและผลไม้ที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก หากคุณดื่มน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการ ร่างกายของคุณอาจพยายามกักเก็บน้ำไว้ในร่างกายมากขึ้น ซึ่งจะทำให้คุณยิ่งบวมขึ้น
- หาเวลาพักผ่อนระหว่างวันเมื่อใดก็ตามโอกาส โดยพาดเท้าไว้ให้สูงกว่าระดับเอว
- หลีกเลี่ยงการยืนเป็นระยะเวลานานๆ
- การนวดแบบผ่อนคลายก็สามารถลดอาการบวมได้เช่นกัน
- ควรนอนตะแคงซ้ายเพื่อหลีกเลี่ยงการทิ้งน้ำหนักไปกดทับเส้นเลือดดำใหญ่ที่ชื่อว่าเวนาคาวา ( vena cava) ซึ่งอยู่ทางด้านขวาของร่างกาย
วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
ทำไมเกิดรอยแตกลายขึ้นกับว่าที่คุณแม่และรอยแตกลายที่ว่าคืออะไร
ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เชื่อว่ารอยแตกลายจะปรากฏขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์เนื่องจากผิวหนังมีการยืดตัว ทำให้เกิดการฉีกขาดในชั้นผิวหนังที่อยู่ลึกลงไป รอยแตกลายจะมีสีแดงหรือน้ำตาล ซึ่งขึ้นกับโทนสีของผิวคุณ โดยรอยแตกลายจะมีสีเข้มขึ้นเรื่อยๆในระยะตั้งครรภ์และจะเปลี่ยนเป็นสีขาวนวลใกล้เคียงสีผิวในช่วง 2-3 เดือนหลังคลอด หากช่วงนี้รอยแตกลายค่อนข้างเด่นชัด ก็ไม่ต้องกังวลต่อไป เพราะรอยเหล่านั้นจะค่อยๆจางลงไปเอง
แม้ว่าคุณจะไม่สามารถยับยั้งการเกิดรอยแตกลายได้ แต่ก็สบายใจได้ด้วยวิธีง่ายๆที่จะช่วยลดการเกิดรอยแตกลายไปมากกว่านี้ นั่นก็คือ
- รับประทาน อาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ซึ่งอุดมไปด้วยผลไม้และผักสด ธัญพืช เมล็ดพืชเปลือกแข็งและถั่วชนิดต่างๆ
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ
- เพิ่มน้ำหนักตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปและสม่ำเสมอ หากสามารถทำได้
- ออกกำลังกาย เบาๆ โดยสม่ำเสมอ เพื่อช่วยควบคุม การเพิ่มน้ำหนัก
- วิตามินอีจะช่วยให้ผิวหนังคงความยืดหยุ่นอยู่เสมอ คุณแม่สามารถนวดหน้าท้อง ต้นขาและสะโพกด้วยครีมหรือน้ำมันที่มีส่วนผสมของวิตามินอีได้
ไม่มี วิธีการใด ที่รับรองได้ว่าสามารถขจัดรอยแตกลายได้อย่างสมบูรณ์ แม้แต่การขจัดริ้วรอยด้วยเลเซอร์ก็ยังไม่ได้ผล 100% เสมอไป พูดง่ายๆ ก็คือ วิธีที่ใช้ได้ผลสำหรับคุณแม่คนหนึ่งอาจใช้ไม่ได้ผลกับคุณ อย่างไรก็ตาม นักบำบัดโดยส่วนใหญ่แนะนำให้ใช้วิธีการนวดด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์ชนิดใดชนิดหนึ่งต่อไปนี้เป็นประจำทุกวัน ทั้งก่อนและหลังการตั้งครรภ์
- น้ำมันจมูกข้าวสาลี ( Wheat germ oil)
- น้ำมันอัลมอนด์ ( Almond oil)
- ครีมที่มีส่วนผสมของวิตามินอี
- ไขมันจากเมล็ดโกโก้ที่เรียกว่า เนยโกโก้ ( Cocoa butter)
วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบคืออะไร
โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ( Cystitis) คือ
การติดเชื้อที่กระเพาะปัสสาวะซึ่งก่อให้เกิดอาการแสบร้อนในขณะปัสสาวะ โดยปกติแล้ว
ปัสสาวะจะปราศจากเชื้อโรคโดยธรรมชาติ แต่ระหว่างการตั้งครรภ์
ทางเดินปัสสาวะจะคลายตัวและขยายออก ดังนั้น
โอกาสที่แบคทีเรียจะเข้าสู่ทางเดินปัสสาวะก็เพิ่มขึ้นด้วย
นั่นหมายความว่าคุณแม่มีโอกาสเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบมากขึ้น
อาการของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
- ปวด รู้สึกแสบร้อนหรือระคายเคืองขณะปัสสาวะ
- ปวดปัสสาวะบ่อยและรู้สึกปวดปัสสาวะมาก แต่มีปัสสาวะออกมาเพียงเล็กน้อย
การป้องกันโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
ลองปฏิบัติตามขั้นตอนง่ายๆ ต่อไปนี้เพื่อช่วยป้องกันการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ
- ปัสสาวะทันทีหลังมีเพศสัมพันธ์
- หลังจากปัสสาวะเสร็จเรียบร้อย ให้เช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลัง
- อย่ากลั้นปัสสาวะโดยไม่จำเป็น และพยายามปัสสาวะให้สุดเท่าที่จะทำได้
- ดูแลรักษาความสะอาดบริเวณจุดซ่อนเร้น ควรหลีกเลี่ยงการอาบน้ำบ่อยหรืออาบน้ำเป็นเวลานานๆ และหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำหอมหรือสารยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์
- สวมกางเกงชั้นในผ้าฝ้ายและหลีกเลี่ยงการใส่กางเกงยีนส์หรือกางเกงขายาวแนบเนื้อ
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ
การรักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
โดยปกติ โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบสามารถรักษาให้หายขาดด้วยการรับประทานยาปฏิชีวนะเป็นระยะเวลาสั้นๆ โดยไม่เป็นอันตรายต่อลูกน้อยในครรภ์และระหว่างที่ยังไม่หายขาด ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ เชื่อกันว่าการดื่มน้ำ แครนเบอร์รี่จะช่วยบรรเทาอาการได้เช่นกัน
วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
รู้จักกับอาการปวดท้องระหว่างตั้งครรภ์
อาการปวดท้องระหว่างตั้งครรภ์ไม่ใช่สิ่งผิดปกติ และไม่ใช่สิ่งที่น่าวิตกกังวลแต่อย่างใด แต่บางครั้ง อาการปวดท้อง หรือ อาการปวดเกร็งท้องอาจเป็นสัญญาณของอาการที่น่าเป็นห่วงบางอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากคุณมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วยในขณะเดียวกัน
สาเหตุทั่วไปของอาการปวดท้อง
- อาหารไม่ย่อยหรือรู้สึกแสบร้อนที่หน้าอก (heartburn) – บางครั้งอาการปวดท้องอาจเกิดร่วมกับอาการคลื่นไส้อาเจียน
- เส้นเอ็นรอบมดลูกของคุณยืดตัว – นี่เป็นสาเหตุของอาการปวดเกร็งท้องที่ไม่รุนแรง
- ความรู้สึกตึงเครียด – อาจเป็นสาเหตุของอาการปวดเกร็งท้องระหว่างหรือหลังจากถึงจุดสุดยอด ( orgasm)
สาเหตุของอาการปวดท้องที่น่าเป็นห่วงมากขึ้น
บางครั้ง อาการปวดท้องอาจบ่งบอกถึงความผิดปกติบางอย่างที่น่าเป็นห่วง ดังนั้น หากคุณพบกับอาการใดๆ ดังต่อไปนี้ โปรดปรึกษาแพทย์โดยทันที
- ภาวะครรภ์เป็นพิษ – อาการปวดท้องที่เกิดขึ้นร่วมกับอาการอื่นๆ
- การตั้งครรภ์นอกมดลูก – อาการปวดท้องที่เกิดขึ้นทั่วทั้งบริเวณท้อง
- การแท้ง – อาการปวดเกร็งช่องท้องที่เกิดขึ้นร่วมกับมีเลือดออกทางช่องคลอด
- การคลอดก่อนกำหนด – มีอาการปวดท้อง หรือ ปวดเกร็ง ที่เกิดร่วมกับท้องร่วง ปวดหลัง หรือ การหดรัดตัว ในช่วงสัปดาห์ที่ 20 ถึง 36
อาการปวดระหว่างตั้งครรภ์ที่เกิดขึ้นในช่วงหัวค่ำถือเป็นอาการปกติคุณแม่ไม่จำเป็นต้องวิตกกังวลอะไรมากนัก พยายามนึกเสมอว่าคุณเท่านั้นที่รู้จักร่างกายของตัวคุณเองดีกว่าใครทั้งหมด ดังนั้นถ้าอาการเจ็บหรือปวดทำให้คุณรู้สึกกังวลใจ ควรปรึกษาสูติแพทย์หรือพยาบาลผดุงครรภ์ทันที ถึงแม้ว่าอาการปวดที่เกิดขึ้นนั้นจะมีสาเหตุมาจากอาหารไม่ย่อย แต่การป้องกันไว้ก่อน ย่อมดีกว่ามานั่งเสียใจในภายหลัง
วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
เลือดออกกะปริดกะปรอยระหว่างตั้งครรภ์คืออะไร
ออกกะปริดกะปรอยระหว่างตั้งครรภ์ ( pregnancy spotting) จะคล้ายกับการมีรอบเดือนที่มีเลือดออกน้อยมาก ซึ่งพบมากในช่วงสามเดือนแรกของการตั้งครรภ์ คุณแม่อาจมีเลือดไหลออกมาแบบกะปริดกะปรอย ซึ่งเกิดจากไข่ที่ได้รับการผสมแล้ว ฝังตัวเข้ากับผนังมดลูก เลือดออกกะปริดกะปรอยที่มีอาการอื่นๆ ร่วมด้วยอาจเป็นสัญญาณของอาการที่น่าเป็นห่วงบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการแท้งบุตรหรือการตั้งครรภ์นอกมดลูก (ectopic pregnancy) เพราะฉะนั้นการปรึกษากับสูติแพทย์หรือพยาบาลผดุงครรภ์ของคุณทุกครั้งที่สังเกตเห็นเลือดออกระหว่างตั้งครรภ์จึงเป็นสิ่งที่คุณแม่สมควรทำที่สุด หากมีอาการเลือดออกกะปริดกะปรอยในช่วงสามเดือนก่อนคลอด อาจส่งผลต่อการคลอดก่อนกำหนด หากเกิดอาการนี้กับคุณในช่วงนี้ควรโทรหาสูติแพทย์หรือพยาบาลผดุงครรภ์โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อทราบสาเหตุที่ชัดเจน แต่ทางที่ดีที่สุดคุณควรจะเข้ารับการตรวจร่างกายเพื่อป้องกันไว้ก่อนดีกว่า
เลือดออก
เลือดออกในระยะแรกของการตั้งครรภ์อาจเป็นสิ่งที่น่ากังวล แต่ก็เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยจนน่าประหลาดใจ
ในระยะแรกๆ ของการตั้งครรภ์ คุณแม่บางท่านอาจมีเลือดออกเล็กน้อยเป็นเวลา 1-2 วันเพราะไข่ที่ได้รับการผสมแล้ว ได้ฝังตัวกับผนังมดลูก หลังจากนั้น รกจะฝังตัวในเยื่อบุมดลูกซึ่งอาจจะทำให้มีเลือดออกเล็กน้อยได้เช่นกัน ในบางครั้ง ว่าที่คุณแม่อาจรู้สึกว่าปากมดลูกอ่อนนุ่มซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้มีเลือดออกในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ได้
ฮอร์โมนในช่วงตั้งครรภ์จะทำให้คุณไม่มีประจำเดือน แต่การเแปรปรวนของรอบเดือนอาจเกิดขึ้นได้บ้าง ทำให้ว่าที่คุณแม่บางท่านอาจมีเลือดออกในช่วงที่ครบกำหนดการมีรอบเดือนตามปกติได้
นอกจากนี้ เลือดออกระหว่างตั้งครรภ์อาจสัมพันธ์กับการติดเชื้อในช่องคลอดหรือปากมดลูก (vaginal or cervical infection) หรือ ติ่งเนื้อ (polyp) และยังอาจเกิดขึ้นหลังการมีเพศสัมพันธ์ได้ด้วยเช่นกัน คุณควรปรึกษากับพยาบาลผดุงครรภ์หรือสูติแพทย์เกี่ยวกับอาการเลือดออกที่เกิดขึ้นในช่วงตั้งครรภ์เสมอ เพราะคุณอาจต้องเข้ารับการสแกนเพื่อหาสาเหตุของอาการดังกล่าวตั้งแต่เนิ่นๆ
โดยส่วนใหญ่ แพทย์มักจะไม่พบสาเหตุของอาการเลือดออกในระยะแรกเริ่มของการตั้งครรภ์ และการตั้งครรภ์ก็ยังเป็นไปตามปกติอย่างต่อเนื่องจนครบกำหนดและคลอดบุตรที่มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์
ตกขาวที่เพิ่มขึ้นระหว่างตั้งครรภ์
ไม่ต้องวิตกกังวลหากคุณสังเกตเห็นว่าคุณมีตกขาวออกมามากกว่าปกติระหว่างการตั้งครรภ์ เพราะนี่คืออาการทั่วไปในหญิงมีครรภ์ทุกคน ตกขาวที่มีปริมาณมากขึ้นนี้เกิดจากเลือดที่ไหลมาหล่อเลี้ยงบริเวณช่องคลอดมีปริมาณเพิ่มขึ้น โดยจะมีลักษณะขาว ใสและไม่มีอาการคัน และตกขาวจะมีลักษณะข้นขึ้นเมื่อใกล้ครบกำหนดคลอด ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่าลูกน้อยของคุณใกล้ออกมาลืมตาดูโลกแล้ว
อย่างไรก็ตาม ในบางครั้งตกขาวอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อหรือโรคเชื้อราในช่องคลอด ( thrush) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากมีอาการคันหรือมีอาการแสบร้อนร่วมด้วย โดยลักษณะนี้ ตกขาวจะค่อนข้างขุ่นข้น มีสีเขียวหรือเหลือง และอาจมีกลิ่นเหม็น หากคุณแม่สังเกตเห็นอาการเหล่านี้ ควรติดต่อสูติแพทย์หรือพยาบาลผดุงครรภ์ของคุณทันที เพื่อตรวจสอบและช่วยรักษาอาการดังกล่าวได้
การจัดการกับตกขาวที่มีลักษณะข้นขึ้น
โดยทั่วไปแล้ว ตกขาวมักจะสร้างความรู้สึกรำคาญมากกว่าความรู้สึกวิตกกังวล หากคุณมีอาการตกขาว พยายามนึกไว้เสมอว่าแล้วอาการนี้ก็จะหายไปทันที่ที่คลอดลูกน้อย
- หากรู้สึกว่าตกขาวทำให้คุณรำคาญหรือไม่สบายตัวเนื่องจากเปรอะเปื้อนกางเกงชั้นใน ให้ใช้แผ่นอนามัยเพื่อรองซับเอาไว้ (ดีกว่าใช้ผ้าอนามัยแบบสอด)
- ชำระล้างบริเวณดังกล่าวด้วยน้ำอุ่นเป็นประจำ และหลีกเลี่ยงการใช้สบู่ที่มีส่วนผสมของน้ำหอมซึ่งจะทำให้การติดเชื้อรุนแรงขึ้นได้
- สวมกางเกงชั้นในผ้าฝ้ายเนื้อบางเบา
การจัดการกับตกขาวที่มีลักษณะข้นขึ้น
โดยทั่วไปแล้ว ตกขาวมักจะสร้างความรู้สึกรำคาญมากกว่าความรู้สึกวิตกกังวล หากคุณมีอาการตกขาว พยายามนึกไว้เสมอว่าแล้วอาการนี้ก็จะหายไปทันที่ที่คลอดลูกน้อย
- หากรู้สึกว่าตกขาวทำให้คุณรำคาญหรือไม่สบายตัวเนื่องจากเปรอะเปื้อนกางเกงชั้นใน ให้ใช้แผ่นอนามัยเพื่อรองซับเอาไว้ (ดีกว่าใช้ผ้าอนามัยแบบสอด)
- ชำระล้างบริเวณดังกล่าวด้วยน้ำอุ่นเป็นประจำ และหลีกเลี่ยงการใช้สบู่ที่มีส่วนผสมของน้ำหอมซึ่งจะทำให้การติดเชื้อรุนแรงขึ้นได้
- สวมกางเกงชั้นในผ้าฝ้ายเนื้อบางเบา
วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
ทำไมคุณจึงรู้สึกเจ็บคัดเต้านม
การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกายจะทำให้เต้านมไวต่อความรู้สึกและมีอาการเจ็บคัดเต้านม
เช่นเดียวกับอาการหลายอย่างที่มาพร้อมกับการตั้งครรภ์ ด้วยเหตุนี้เอง
อาการเจ็บคัดเต้านมจึงเป็นอาการที่หญิงมีครรภ์ส่วนใหญ่มักบ่นถึงในช่วงสามเดือนแรกของการตั้งครรภ์
แต่อาการเจ็บนี้จะลดลงทันทีที่ร่างกายสามารถปรับสภาพกับระดับฮอร์โมนที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ได้แล้ว
ในบางครั้งอาการเจ็บคัดเต้านมอาจเกิดขึ้นเนื่องจากเต้านมของคุณมีขนาดใหญ่ขึ้นค่อนข้างรวดเร็ว เพราะระหว่างการตั้งครรภ์ ขนาดของเต้านมของคุณอาจเพิ่มขึ้นอีก 2-3 คัพไซส์ หรือมากกว่านั้น เนื่องจากต่อมน้ำนมมีขนาดใหญ่ขึ้นและปริมาณเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงเต้านมก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆและบางครั้ง การสวมชุดชั้นในที่มีขนาดไม่เหมาะสมก็อาจทำให้รู้สึกเจ็บคัดเต้านมได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นควรตรวจดูให้แน่ใจว่าชุดชั้นในที่คุณสวมใส่มีขนาดเหมาะสมหรือเปล่า
ในบางครั้งอาการเจ็บคัดเต้านมอาจเกิดขึ้นเนื่องจากเต้านมของคุณมีขนาดใหญ่ขึ้นค่อนข้างรวดเร็ว เพราะระหว่างการตั้งครรภ์ ขนาดของเต้านมของคุณอาจเพิ่มขึ้นอีก 2-3 คัพไซส์ หรือมากกว่านั้น เนื่องจากต่อมน้ำนมมีขนาดใหญ่ขึ้นและปริมาณเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงเต้านมก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆและบางครั้ง การสวมชุดชั้นในที่มีขนาดไม่เหมาะสมก็อาจทำให้รู้สึกเจ็บคัดเต้านมได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นควรตรวจดูให้แน่ใจว่าชุดชั้นในที่คุณสวมใส่มีขนาดเหมาะสมหรือเปล่า
วิธีการจัดการกับอาการเจ็บคัดเต้านม
สาเหตุส่วนใหญ่ของอาการเจ็บคัดเต้านมมาจากฮอร์โมนซึ่งทำให้เต้านมมีขนาดใหญ่ขึ้น วิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้อาการเจ็บลดลงก็คือการสวมชุดชั้นในที่มีขนาดเหมาะสม ช่วยให้คุณรู้สึกสบายตัวมากขึ้นเมื่อสวมชุดชั้นในสำหรับใส่นอนระหว่างการตั้งครรภ์ในระยะแรกๆ
ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ส่วนมากจะมีบริการวัดขนาดที่เหมาะสมกับร่างกาย ซึ่งทางห้างก็ยินดที่จะวัดขนาดและช่วยเลือกว่าชุดชั้นในที่คุณเลือกนั้นเหมาะสมกับสรีระของคุณหรือไม่ อีกอย่าง เต้านมของคุณจะมีขนาดใหญ่ขึ้นได้ตลอดช่วงระยะเวลาตั้งครรภ์ ดังนั้นคุณอาจจะต้องซื้อชุดชั้นในที่มีขนาดใหญ่ขึ้นอีกเล็กน้อยในภายหลัง สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ต้องการออกกำลังกาย สิ่งสำคัญที่ควรทราบอีกอย่างหนึ่งก็คือ เต้านมของคุณต้องการชุดชั้นในที่กระชับขึ้นอีกในขณะออกกำลังกาย ดังนั้น หากเป็นไปได้ คุณควรซื้อชุดชั้นในที่เหมาะสมสำหรับใส่ตอนออกกำลังกายด้วยเช่นกัน และอย่าลืมบอกคู่รักของคุณว่าบริเวณเต้านมของคุณนั้นไวต่อความรู้สึก เพื่อให้เขารู้ว่าคุณอาจไม่ต้องการให้เขาสัมผัสเวลาที่รู้สึกเจ็บคัดเต้านม
สาเหตุของการเกิดริดสีดวงทวารระหว่างตั้งครรภ์
ริดสีดวงทวารระหว่างตั้งครรภ์ที่เกิดขึ้นกับว่าที่คุณแม่มีอยู่หลายสาเหตุด้วยกันคือ
- เนื่องจากการไหลเวียนของเลือดในร่างกายที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ ทำให้เส้นเลือดดำขยายตัวมากกว่าปกติ ซึ่งหมายถึงเส้นเลือดดำอันเปราะบางรอบๆทวารหนักอาจเคลื่อนไหวน้อยลงและมีอาการบวมขึ้นได้ โดยเฉพาะช่วงที่มดลูกเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ไปเพิ่มความดันในเส้นเลือดดำมากขึ้น
- การออกแรงเบ่งอุจจาระก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่พบได้บ่อยเช่นกัน เพราะฉะนั้น
หากว่าที่คุณแม่หลายๆ ท่านพบว่ากำลังมีอาการท้องผูก
ก็ควรจะรับประทานอาหารที่มีกากใยสูงและดื่มน้ำมากๆ
ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการของริดสีดวงทวารได้ทางหนึ่ง
ยารักษาริดสีดวงทวาร
การรักษาด้วยยาอาจเป็นเรื่องยากสักนิด เนื่องจากยาสำหรับรักษาริดสีดวงทวารที่สามารถใช้ได้ระหว่างตั้งครรภ์มีอยู่เพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น ดังนั้นควรสอบถามสูติแพทย์หรือพยาบาลผดุงครรภ์ว่าครีม ขี้ผึ้งหรือยาเหน็บสำหรับรักษาริดสีดวงทวารชนิดใดที่คุณสามารถใช้ได้
การดูแลรักษาด้วยตัวเอง
ยารักษาริดสีดวงทวาร ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในการรักษา ยังมีหนทางอื่นๆอีกสองสามวิธีที่คุณอาจลองนำไปใช้เพื่อช่วยให้ริดสีดวงทวารหายเร็วยิ่งขึ้น ดังนี้
- ควรหาโอกาสนอนตะแคงซ้ายทุกๆ 2-3 ชั่วโมง เพื่อช่วยคลายแรงดันภายในช่องท้อง หากสามารถทำได้ การยกขาพาดกับโต๊ะประมาณ 20 นาที ก็อาจช่วยได้บ้าง
- หลีกเลี่ยงการใช้สบู่ แป้งโรยตัวหรือผ้าเช็ดทำความสะอาดผิว ( wet wipes) ที่มีส่วนผสมของน้ำหอม ล้างก้นด้วยน้ำสะอาดหลังขับถ่ายและเช็ดให้แห้งสนิท คลายกางเกงชั้นในผ้าฝ้ายให้หลวมจะช่วยให้คุณรู้สึกสบายตัวขึ้น
- เข้าห้องน้ำทันทีเมื่อคุณรู้สึกปวดอุจจาระ อย่ากลั้นไว้โดยเด็ดขาด
- พยายามหลีกเลี่ยงการเบ่งอุจจาระหรืออาการท้องผูก
- พยายามออกกำลังกายเบาๆ วันละนิดเพื่อช่วยให้ลำไส้เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น
- พยายามหลีกเลี่ยงการนั่งหรือการยืนเป็นเวลานานๆ และนั่งผ่อนคลายในอ่างน้ำอุ่นหากรู้สึกระคายเคืองที่ก้น หากการนั่งแช่น้ำอุ่นเป็นวิธีการที่ไม่เหมาะสำหรับคุณ ขอแนะนำให้ใช้ผ้าห่อน้ำแข็งประคบแทน
วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
ภาวะครรภ์เป็นพิษคืออะไร
ภาวะครรภ์เป็นพิษ ( Pre-eclampsia)
จะเกิดขึ้นเฉพาะช่วงตั้งครรภ์หรือเกิดขึ้นทันทีหลังคลอด
แต่โชคดีที่คุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีภาวะนี้
ส่วนใหญ่แล้วมักมีอาการไม่รุนแรงและจะมีผลต่อคุณแม่ที่ตั้งครรภ์โดยเฉลี่ย 1 ใน 14
คนเท่านั้น แต่ก็มีบางครั้งที่ภาวะครรภ์เป็นพิษอาจรุนแรงขึ้น
แต่ก็ยังเป็นเรื่องซับซ้อนและไม่เป็นที่เข้าใจชัดเจนนักของอาการที่รุนแรงขึ้นดังกล่าว
แต่ส่วนใหญ่แล้วอาจเกิดจากความบกพร่องของรก
ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการลำเลียงเลือดและสารอาหารไปยังทารกน้อยในครรภ์
จึงส่งผลกระทบต่อการเติบโตของทารกในครรภ์ได้
เป็นเรื่องยากสักนิดที่ภาวะครรภ์เป็นพิษในระยะเริ่มแรกนั้น จะไม่มีอาการภายนอกให้สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน แต่คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถทราบได้จากการรับการตรวจครรภ์อย่างสม่ำเสมอ และสามารถตรวจพบได้ก่อนที่อาการจะรุนแรงขึ้น
สูติแพทย์หรือพยาบาลผดุงครรภ์ของคุณจะคอยสังเกตภาวะความดันเลือดสูง ระดับโปรตีนในปัสสาวะ และปัญหาการไหลเวียนเลือด เช่น การบวมน้ำ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เชื่อมโยงกับภาวะครรภ์เป็นพิษ
แต่ก็ใช่จะสรุปได้ว่าคุณมีภาวะครรภ์เป็นพิษ เพราะความดันเลือดสูงและอาการบวมที่ไม่มากนักสามารถเกิดขึ้นได้ทั่วไปในระหว่างตั้งครรภ์ และไม่ได้บ่งชี้ถึงปัญหาที่รุนแรงเสมอไป นอกจากนี้ ระดับโปรตีนในปัสสาวะก็บ่งบอกถึงอาการติดเชื้อ ดังนั้นจึงเป็นการยากที่จะชี้ชัดถึงภาวะครรภ์เป็นพิษในช่วงเริ่มต้น
อย่างไรก็ตาม อาการต่อไปนี้อาจเกิดขึ้นในระยะต่อมาของการตั้งครรภ์ ดังนั้นหากคุณแม่มีอาการเช่นนี้ ควรปรึกษาแพทย์ทันที
อาการของภาวะครรภ์เป็นพิษ
เป็นเรื่องยากสักนิดที่ภาวะครรภ์เป็นพิษในระยะเริ่มแรกนั้น จะไม่มีอาการภายนอกให้สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน แต่คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถทราบได้จากการรับการตรวจครรภ์อย่างสม่ำเสมอ และสามารถตรวจพบได้ก่อนที่อาการจะรุนแรงขึ้น
สูติแพทย์หรือพยาบาลผดุงครรภ์ของคุณจะคอยสังเกตภาวะความดันเลือดสูง ระดับโปรตีนในปัสสาวะ และปัญหาการไหลเวียนเลือด เช่น การบวมน้ำ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เชื่อมโยงกับภาวะครรภ์เป็นพิษ
แต่ก็ใช่จะสรุปได้ว่าคุณมีภาวะครรภ์เป็นพิษ เพราะความดันเลือดสูงและอาการบวมที่ไม่มากนักสามารถเกิดขึ้นได้ทั่วไปในระหว่างตั้งครรภ์ และไม่ได้บ่งชี้ถึงปัญหาที่รุนแรงเสมอไป นอกจากนี้ ระดับโปรตีนในปัสสาวะก็บ่งบอกถึงอาการติดเชื้อ ดังนั้นจึงเป็นการยากที่จะชี้ชัดถึงภาวะครรภ์เป็นพิษในช่วงเริ่มต้น
อย่างไรก็ตาม อาการต่อไปนี้อาจเกิดขึ้นในระยะต่อมาของการตั้งครรภ์ ดังนั้นหากคุณแม่มีอาการเช่นนี้ ควรปรึกษาแพทย์ทันที
- ปวดศีรษะรุนแรง และมีอาการตาพร่ามัว หรือมองเห็นแสงเป็นจุดๆ หรือเห็นแสงวูบวาบร่วมด้วย
- จุกแน่นบริเวณลิ้นปี่
- คลื่นไส้อาเจียนแม้ว่านี่จะเป็นอาการแพ้ท้องโดยทั่วไปก็ตาม
- มีอาการบวมตามใบหน้า มือ ข้อเท้า และเท้า
- น้ำหนักเพิ่มขึ้นมากเกินไปอย่างรวดเร็ว
ใครมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดภาวะนี้ได้มากที่สุด
ถึงแม้เราจะยังไม่ทราบแน่ชัดถึงสาเหตุที่แท้จริงของภาวะครรภ์เป็นพิษ แต่ก็มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้หญิงมีครรภ์บางท่านมีภาวะเสี่ยงกว่าคนอื่นๆ นั่นคือ
- อายุ – สตรีที่ตั้งครรภ์เมื่ออายุน้อยกว่า 20 ปีหรือมากกว่า 35 ปีขึ้นไป
- น้ำหนัก– สตรีตั้งครรภ์ที่อ้วนเกินไป หรือมีดัชนีมวลกายตั้งแต่ 35 ขึ้นไป
- โรคประจำตัวในปัจจุบัน– เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคลูปัส (systemic lupus erythematosus) โรคไต และไมเกรน
- ถ้าคุณเพิ่งตั้งครรภ์ครั้งแรก หรือนี่เป็นครรภ์แรกของคุณกับคู่สมรสคนใหม่
- ถ้าคุณตั้งครรภ์แฝด
- ระยะห่างระหว่างการตั้งครรภ์ – ส่วนใหญ่จะพบในคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ลูกคนที่สองห่างจากครรภ์แรกมากกว่า 10 ปี
- ประวัติการมีภาวะครรภ์เป็นพิษ –
หากคุณหรือมารดาหรือพี่สาว/น้องสาวของคุณเคยมีภาวะนี้มาก่อน
การป้องกัน
เพราะโรคอ้วน เป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งของภาวะครรภ์เป็นพิษ ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญหลายท่านจึงแนะนำให้คุณแม่ตั้งครรภ์รับประทานอาหารอย่างสมดุลและถูกสุขลักษณะ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของภาวะนี้และจะเป็นการดีมากหากคุณสร้างนิสัยการรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมาตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ แต่ก็ไม่มีคำว่าสายเกินไปหากจะเริ่มตั้งแต่วันนี้ อย่างไรก็ตาม การสร้างนิสัยการทานที่ดีไม่ได้หมายความถึงการอดอาหาร เพราะการอดอาหารเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งในช่วงตั้งครรภ์ หากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติม คุณสามารถขอคำแนะนำเรื่องอาหารที่ควรรับประทานจากสูติแพทย์หรือพยาบาลผดุงครรภ์ของคุณหรือสนทนาออนไลน์กับทีมงานผู้เชี่ยวชาญของเรา
สิ่งที่คุณแม่ต้องทำก็คือการไปตรวจครรภ์ตามนัดเป็นประจำทุกครั้ง เพื่อรับการตรวจความดันเลือดและตรวจปัสสาวะซึ่งเป็นการตรวจเช็คอาการครรภ์เป็นพิษ
ภาวะครรภ์เป็นพิษที่มีอาการเพียงเล็กน้อย (
Mild Pre-eclampsia)
คุณแม่ที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษที่มีอาการเพียงเล็กน้อย อาจไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาเสมอไป เพียงแต่ต้องรับการตรวจร่างกายของคุณแม่และทารกในครรภ์อย่างสม่ำเสมอ บางราย อาจจำเป็นต้องรับประทานยาหรืออาหารเสริมหากคุณมีความดันเลือดต่ำ แต่ยาหรืออาหารเสริมเหล่านี้ ไม่ได้ป้องกันภาวะครรภ์เป็นพิษ แต่เป็นวิธีการควบคุมอาการของภาวะดังกล่าวเท่านั้น
ภาวะครรภ์เป็นพิษที่มีความเสี่ยงสูง (
Higher Risk Pre-eclampsia)
หากผลการตรวจวินิจฉัยว่าคุณมีภาวะครรภ์เป็นพิษที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น แพทย์อาจจะแนะนำให้คุณพักผ่อนมากๆ และอาจจะต้องนอนพักที่โรงพยาบาลเป็นครั้งคราว ซึ่งแพทย์จะตรวจวัดความดันโลหิตเป็นประจำทุกวันและทำอัลตราซาวนด์อย่างสม่ำเสมอเพื่อติดตามพัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์ หากคุณหรือลูกตกอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วง แพทย์อาจฉีดยาเร่งคลอดให้แก่คุณเพื่อชักนำให้เกิดอาการเจ็บครรภ์คลอด หรือทำคลอดให้คุณด้วยการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง ( caesarean section)
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเปิดดูได้ที่เว็บไซต์ Pre-eclampsia Foundation หรือโทรติดต่อทีมผู้เชี่ยวชาญและพูดคุยปรึกษากับพยาบาลของเรา
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
