วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2552

Logo Kasidit


วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ชุดGiftset คุณแม่สำหรับอยู่ไฟ,ชุดลดความอ้วน

สินค้าของทางร้านหลายชิ้นได้ลงขายใน Happy Mom plaza ที่จะวางแผงเดือน21 ตุลาคม 52 นี้คะ
กระโจม อบตัว 350 บาท สมุนไพร อบตัว 50กรัม 12 ถุง 250 บาท 1ถุงใช้ได้ 3 ครั้ง ลูกประคบ ลูกละ 45
ชุดอยู่ไฟด้วยตนเอง 950 อยู่ได้ 1 เดือนจ้า http://kasidit-herbal.blogspot.com
www.thai-herbalsx.com

ชุดอบตัวลดน้ำหนักสูตรพิเศษ Kasidit Herbal 650 บาท
(กระโจม 1 หลัง+สมุนไพร12ถุง)

กระโจมอบตัวอย่างเดียว 400 บาท ขนาดเล็ก
กระโจมอบตัวอย่างเดียว 500 บาท ขนาดกลาง

ขนาดใหญ่ 600 บาท

สมุนไพรขัดผิว 500 กรัม 350 บาท
ครีมแก้ท้องลาย 100 กรัม 250 บาท


ชุดอยู่ไฟด้วยตนเอง ชุดที่ 1 ราคา 1550
1.กระโจมอบตัว 1 หลัง ( หม้อต้มสมุนไพรให้ใช้หม้อหุงข้าวใบเล็ก)
2. ถุงสมุนไพรอบตัว 20 ถุง (1ถุง สามารถใช้ได้ 3 ครั้ง)
3. ลูกประคบสมุนไพร 4 ลูก
4. สมุนไพรขัดผิวฟอกผิว (ถุงเล็ก) 1 ถุง 100 กรัม
5. ครีมแก้ท้องลายสมุนไพรแท้ 100 กรัม 1 กระปุ๊ก

6. เข็มขัดอยู่ไฟ


จัดส่งพัสดุธรรมดาไม่ใช่ Ems นะคะ ถ้าต้องการ EMS + 122 บาท คะ




ชุดอยู่ไฟด้วยตนเอง ชุดที่ 2 ราคา 1050 บาท

1. กระโจมอบตัว 1 หลัง ( หม้อต้มสมุนไพรใช้ หม้อหุงข้าวใบเล็ก)
2. ถุงสมุนไพรอบตัว 12 ถุง เล็ก
3. ลูกประคบสมุนไพร 4 ลูก
4. สมุนไพรขัดผิวฟอกผิว (ถุงเล็ก) 1 ถุง 100 กรัม
5. ครีมแก้ท้องลายสมุนไพรแท้ 100 กรัม 1 กระปุ๊ก


+++ ค่าจัดส่ง ลงทะเบียนธรรมดา บวกเพิ่ม55 บาท EMS 97 บาท


มีการแก้ไขในเรื่องของราคา รบกวนดูรายละเอียดได้ที่


www.thai-herbalsx.com

วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2552

กระโจมอยู่ไฟ ใช้คู่กับสมุนไพรอบตัว

กระโจมอยู่ไฟ มี 3 ขนาด
1. กระโจม ขนาดเล็ก ราคา 400 บาท
ผลิดจากผ้าอย่างดี มีช่องเอาไว้ดูเวลา ในการอบตัว ใช้โครงลวดสำหรับเป็นแกนด้านบน

2. กระโจม ขนาดกลาง ราคา 500 บาท 60x60cm.
ผลิดจากผ้าอย่างดี มีช่องเอาไว้ดูเวลาในการอบตัว ใช้โครงไม้เป็นแกนด้วนบน(ภาพด้านบน
เป็นกระโจมอยู่ไฟ ขนาดใหญ่

3. กระโจมขนาดใหญ่ ราคา 600 บาท 90 x 90 cm.

ราคาสั่งซื้อกระโจมอยู่ไฟ ยังไม่รวมค่าขนส่ง
สนใจสมุนไพรอยู่ไฟดูข้อมูลได้ที่
http://kasidit-herbal.blogspot.com/2008/09/45_18.html


สนใจติดต่อสั่งซื้อได้ที่ 081-3571859

วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2552

พืชมีพิษ เห็ดขี้ควาย

เห็ดขี้ควาย

ชื่อวิทยาศาสตร์ Psilocybe cubensis Earle
ชื่อพ้อง Stropharia cubensis Earle
วงศ์ Strophariaceae
ชื่ออื่นๆ เห็ดขี้วัวขี้ควาย เห็ดเมา เห็ดโอสถลวงจิต magic mushroom golden tops
ลักษณะ เห็ดขี้ควาย เป็นเห็ดพิษซึ่งขึ้นอยู่บนมูลควาย พบได้ทั่วไปแทบทุกภาคของประเทศไทย ลักษณะของเห็ดขี้ควาย คือหมวกเห็ดเมื่อบานใหม่ๆ รูปคล้ายร่ม เมื่อบานเต็มที่จะโค้งขึ้น ตรงกลางเว้าตื้น ผิวสีฟางข้าวอมเหลือง กลางหมวกสีน้ำตาล อมเหลือง ครีบสีน้ำตาลดำ ใต้หมวกมีแอนนูลัสสีขาวนวลแผ่เป็นแผ่นบางห้อยติดกับก้าน (1)


เห็ดขี้ควาย เป็นเห็ดพิษซึ่งขึ้นอยู่บนมูลควาย พบได้ทั่วไปแทบทุกภาคของประเทศไทย ลักษณะของเห็ดขี้ควาย คือหมวกเห็ดเมื่อบานใหม่ๆ รูปคล้ายร่ม เมื่อบานเต็มที่จะโค้งขึ้น ตรงกลางเว้าตื้น ผิวสีฟางข้าวอมเหลือง กลางหมวกสีน้ำตาล อมเหลือง ครีบสีน้ำตาลดำ ใต้หมวกมีแอนนูลัสสีขาวนวลแผ่เป็นแผ่นบางห้อยติดกับก้าน (1)

ตัวอย่างผู้ป่วย

ใน ปี 2528 มีรายงานการนำเห็ดขี้ควายมารับประทานและเกิดอาการพิษ โดย โรงพยาบาลที่เกาะสมุยได้รับคนไข้ชาวต่างชาติซึ่งมีอาการมึนเมา คลื่นไส้ อาเจียน เนื่องจาก รับประทานเห็ดชนิดนี้ (2) นอกจากนี้ยังพบว่านักท่องเที่ยว บางกลุ่มที่มายัง เกาะสมุยและเกาะพงัน จะนิยมเสพหรือบริโภคเห็ดขี้ควาย ทำให้เกิดอาการมึนเมา (3)

สารที่ทำให้เกิดพิษ

สารพิษที่ทำให้เกิดอาการมึนเมาหรือประสาทหลอนในเห็ดขี้ควาย คือ psilocybin ซึ่งเมื่อเข้าไปใน
ร่างกายจะเปลี่ยนเป็น psilocin ซึ่งมีสูตรโครงสร้างคล้าย serotonin จึงไปรบกวนการทำงานของ serotonin (4) ขนาดของสาร psilocybin ที่ทำให้เกิดอาการพิษ คือ 3.5-12 มก. (หรือ 4-8 มก.) หรือรับประทานเห็ดแห้ง 1-4 กรัม ซึ่งจะเทียบเท่ากับเห็ด 15-20 ดอก (5)

อาการพิษ

ภายใน 10-30 นาที หลังจากรับประทานเห็ดเข้าไป จะมีอาการกระวนกระวาย เครียด มึนงง เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย และมักจะหาว กล้ามเนื้อกระตุก สั่น หนาวๆ ร้อนๆ แขนขาเคลื่อนไหวไม่ได้ ริมฝีปากชา คลื่นไส้ โดยทั่วไปไม่อาเจียน ภายใน 30-60 นาที จะมีอาการผิดปกติของตา เช่น เห็นเป็นสีต่างๆ ขณะที่ปิดตา ระบบการรับรู้เรื่องเวลาผิดไป มีอาการเคลิ้มฝัน และการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ เช่น รู้สึกเศร้า มีความรู้สึกเหมือนฝัน และเปลี่ยนบุคลิก ไม่มีสมาธิ และไม่สามารถแสดงความรู้สึกได้ถูกต้อง เหงื่อแตก หาว น้ำตาไหล หน้าแดง ม่านตาขยาย หัวใจเต้นแรง ใน 1-2 ชั่วโมง ความผิดปกติของตาจะเพิ่มมากขึ้น มีอาการฝันต่างๆ ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายไปใน 2-4 ชั่วโมง แต่บางรายอาการอาจจะนานถึง 6-8 ชั่วโมง อาการจะหายไปเองโดยไม่มีอาการค้าง นอกจากอาจมีอาการปวดหัวหรืออ่อนเพลีย มีน้อยมากที่พบอาการซิโซฟรีเนีย ในเด็กอาการที่พบมีม่านตาขยาย ไข้สูง โคม่า และมีอาการชัก

การรักษา

1. ให้ syrup of ipecac หรือล้างท้องภายใน 30 นาที หลังจากรับประทานเห็ดเข้าไป
2. เนื่องจากอาการพิษไม่รุนแรง โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องให้การรักษาพิเศษ ยกเว้นในเด็กควรระวังเรื่องไข้ โคม่า และชัก
3. ในผู้ป่วยที่มีอาการตื่นตระหนก สับสน อาจใช้วิธีปลอบใจเช่นเดียวกับคนเมากัญชา
4. อาจจำเป็นต้องให้ยาสงบประสาท

วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2552

พืชมีพิษ หงอนไก่

หงอนไก่

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cnestis palala (Lour.) Merr. ssp. Palala
ชื่อพ้อง : C. ramiflora Griff., Thysanus palala Lour.
ชื่อวงศ์ : Connaraceae
ชื่ออื่นๆ : มะตายวาย มะสักหลาด (ลำปาง) กะลิงปริงป่า (ราชบุรี) มะตายทากลาก หมาตายไม่ต้องลาก (ชลบุรี) หงอนไก่ป่า (กลาง) หงอนไก่หนวย หมาแดง (ใต้) หมาตายซาก
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เป็นไม้พุ่มเลื้อยพาดพันต้นไม้อื่น ยาวได้ถึง 10 ม. กิ่งก้านมีขนนุ่มหนาแน่น ผิวใบเรียบหรือมีขนสั้นๆ ที่เส้นใบ ดอกช่อ ออกเป็นกระจุกที่ซอกใบหรือกิ่งก้าน กลีบดอกสีเหลืองอ่อน ผลเป็นฝักตรง มีเมล็ด รูปวงรีครึ่งหนึ่ง สีดำ อีกครึ่งสีเหลืองนวลอยู่ในฝัก (1)


มีผู้รายงานความเป็นพิษเมื่อเด็กนักเรียนรับประทานเมล็ดเข้าไป

ตัวอย่างผู้ป่วย

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธุ์ 2544 ทางสำนักงานข้อมูลสมุนไพร ได้รับแจ้งจากศูนย์พิษวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี ว่าเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธุ์ 2544 ที่โรงพยาบาล ตะกั่วป่า จังหวัดพังงามีผู้รับประทานเมล็ดหงอนไก่เป็นเด็กนักเรียนอายุ 9-14 ปี จำนวน 13 คน หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า เมล็ดเบื่อหมา หลังจากนั้นประมาณ 10 กว่าชั่วโมง นักเรียนส่วนใหญ่มีอาการเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ในจำนวนนี้ 4 ราย ต้องรับไว้รักษาใน โรงพยาบาล (2)

สารที่ทำให้เกิดพิษ

สารที่ทำให้เกิดพิษในเมล็ดเป็นสารกลุ่มโปรตีด (proteids) ได้แก่ แอล-เมทิโอนีน ซัลโฟซิมีน (L - methionine sulfoximine) นอกจากนี้ยังพบสารกลุ่มโปรตีด ที่ลำต้นและรากด้วย (3)

แอล-เมทิโอนีน ซัลโฟซิมีน
(L - methionine sulfoximine)

การทดสอบความเป็นพิษ

- เมื่อนำเมล็ดสดบดผสมกับอาหารให้สุนัขกิน พบว่าขนาดที่ทำให้เกิด อาการอาเจียน ชัก หายใจลึกและถี่ผิดปกติและตายภายใน 24 ชั่วโมง คือ ขนาด 347 มก./ กก. (3)

อาการพิษ

ขนาดรับประทาน 20 เม็ด มีอาการรุนแรงมาก ได้แก่ อาการชักเกร็ง กระตุก ตาค้าง ปัสสาวะราด หลังชักไม่รู้ตัว รับประทาน 7-10 เม็ด มีอาการเวียนศีรษะ ตาลาย คลื่นไส้อาเจียน ขนาดรับประทาน 1/2-3 เม็ด มีอาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ คลื่นไส้ ไม่อาเจียน บางราย ปวดท้องและบางรายไม่มีอาการ พบว่าความรุนแรงของพิษจากเมล็ดหงอนไก่ ขึ้นกับขนาดที่รับประทาน (2)

การรักษา

สังเกตอาการและวัดอัตราการเต้นของหัวใจ จำนวนครั้งของการหายใจ เจาะเลือดตรวจค่าอิเล็คโตรไลท์ ให้น้ำเกลือและฉีดไดอะซีแพม (diazepam) ทางหลอดเลือดดำในรายที่มีอาการชักร่วมด้วย และนอนรักษาที่โรงพยาบาล กรณีที่รับประทานเมล็ดจำนวนน้อย ควรสังเกตอาการก่อนถ้าไม่พบอาการ จึงให้กลับบ้าน (2)

วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2552

พืชมีพิษ สบู่ขาว

สบู่ขาว

สบู่ขาว (Jatropha curcas L. )
วงศ์ : Euphorbiaceae
ชื่ออื่นๆ : สบู่ดำ สบู่หัวเทศ สลอดดำ สลอดป่า สลอดใหญ่ สีหลอด พมักเยา มะเยา มะหัว มะโห่ง มะหุ่งฮั้ว หงเทก Curcas bean, Barbadus nut, Purcing nut, Physic nut, Kukui haole
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เป็นไม้พุ่มขนาดใหญ่ สูง 2-5 เมตร เปลือกต้น เรียบลื่น บาง มีสีเขียว มียางสีขาวปนเทา ใบบางรูปหัวใจ ขอบใบหยัก 3-5 ลอน เส้นใบมีลักษณะคล้ายนิ้วมือ 5-7 เส้น ดอกขนาดเล็กเป็นดอกช่อ ออกดอกตลอดปี ผลอ่อนสีเขียว แต่เมื่อผลแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม เมล็ดกลมรี สีดำ ผิวเรียบลื่น ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดหรือการชำกิ่ง (1)




ทางสำนักงานฯ ได้รับแจ้งข่าวอยู่บ่อย ๆ จากการที่มี คนรับประทานพืชเมล็ดพิษเข้าไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่ง สบู่ขาวเป็นไม้ประดับที่นิยมปลูกทั่วไปในชนบทเพื่อเป็นรั้วบ้าน จัดเป็นพืชพิษที่มีอันตรายถึงแก่ชีวิต โดยผลและเมล็ดมีพิษมาก ที่สุด กิ่งและใบมีพิษรองลงมา สารพิษเป็นสารโปรตีน (toxalbumin) คือเคอซิน (curcin) และจาร์โทรฟีน (jatrophin) นอกจากนี้ยังมียางที่มีพิษ จึงขอให้ความรู้เกี่ยวกับต้นสบู่ขาว

ตัวอย่างผู้ป่วย

ราย แรก ทางสำนักงานฯ ได้รับแจ้งจากโครงการศูนย์พิษวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2542 ว่ามีเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และ 2 โดยเป็นเด็กหญิง 2 คนและเด็กชาย 3 คน ได้กินเม็ดเยา (ภาษาท้องถิ่น) ไม่ทราบจำนวน ลักษณะเม็ดยาวรี ขนาดประมาณ 1x1.5 เซ็นติเมตร มีเปลือกสีดำด้าน ๆ ข้างในเป็นสีขาว หลังกิน 11/2 ชั่วโมง เด็กมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย มีเด็กหญิง 1 คนในจำนวนนี้มีอาการซึม ความดันเลือดต่ำ ทำการรักษาโดยการสวนล้างกระเพาะอาหารให้ผงถ่านกัมมันต์และให้การรักษาตาม อาการต่าง ๆ (2)
ส่วนอีกรายหนึ่งเป็นเด็กชายอายุ 3 ขวบ ถูกนำส่งโรงพยาบาลเนื่องจากได้รับประทานเมล็ดพืชชนิดหนึ่งเข้าไปหลายเมล็ด ต่อมาภายหลังสืบทราบว่าเป็นเมล็ดของต้นสบู่ดำที่เพื่อนบ้านปลูกไว้เป็นไม้ประดับเพื่อความสวยงาม หลังจากรับประทานเข้าไป 31/2 ชั่วโมง คนไข้มีอาการมึนงง เขียวเนื่องจากขาดออกซิเจน ไม่สามารถเก็บอาหารและน้ำ จะอาเจียนหรือถ่ายออกหมด ผิวหนังเย็น มีอาการขาดน้ำอย่างรุนแรง ตาลึกโหล ขอบตาเขียวคล้ำ พบว่าความดันโลหิต ชีพจร อัตราการหายใจและอุณหภูมิของร่างกายเป็นปกติ ฮีโมโกลบิน 14.2 g/100mL และเม็ดเลือดแดง 5.4 ล้านเซลล์ เกล็ดเลือดปกติ เม็ดเลือดขาว 27,000/mm3 ในปัสสาวะมีอัลบูมินเล็กน้อย คาร์บอนไดออกไซด์ 17 mEq/L โซเดียม134 mEq/mL คลอไรด์ 101 mEq/L โพแทสเซียม 4.4 mEq/L ใน 24 ชั่วโมงแรกคนไข้ปัสสาวะน้อย (3) อีกรายหนึ่งเป็นเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อายุ 9-14 ปี จำนวน 29 ราย รับประทานเมล็ดสบู่ขาวและส่งต่อให้กันขณะอยู่ในแถวเคารพธงชาติ นักเรียนมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน บางรายมึนงง (4)
และอีกรายเป็นเด็กอายุ 12 ปี ได้รับประทานสบู่ดำเข้าไป 2-3 เมล็ด ปรากฎว่ามีอาการท้องเสียอย่างรุนแรง คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง เมื่อนำส่งโรงพยบาบาล แพทย์ได้ทำการล้างท้องและให้น้ำเกลือ (5)
ใน ต่างประเทศมีพบรายงานว่า มีเด็กชายอายุ 18 ปี ถูกนำส่งโรงพยาบาลด้วยอาการอาเจียนและท้องเสีย เนื่องจากรับประทานเมล็ดสบู่ขาวเข้าไปเมื่อ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา ผู้ป่วยท่านนี้มีอาการปวดท้อง อาเจียน ท้องเสียและมีอาการขาดน้ำอย่างรุนแรงหลังจากรับประทานเข้าไปได้ 1 ชั่วโมง
ส่วนอีกรายเป็นชายวัย 48 ปี ถูกนำส่งโรงพยาบาลด้วยอาการท้องเสียหลังจากรับประทานเมล็ดสบู่ขาวเข้าไปเมื่อประมาณ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา ผู้ป่วยท่านนี้มีอาการอาเจียนอย่างรุนแรงและท้องเสียทุก ๆ 3 นาทีเกิดขึ้นนาน 45-60 นาที ผู้ป่วยรายนี้มีอาการกระหายน้ำ ม่านตาขยาย ปวดเกร็งท้องและขา หลังจากรับประทานเข้าไปได้ 1 ชั่วโมง (6)
ในประเทศไนจีเรีย มีเด็กหญิงอายุ 3 และ 5 ปี ถูกนำส่งโรงพยาบาลเนื่องจากรับประทานเมล็ดสบู่ขาวเข้าไปไม่ทราบจำนวน หลังจากรับประทานเมล็ดสบู่ขาวเข้าไปเมื่อ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีอาการขาดน้ำ คลื่นไส้ อาเจียน 6-10 ครั้ง แต่ไม่พบอาการท้องเสีย ปวดเกร็งที่ท้อง ซีด เหลืองหรือเขียว (7)
ในทวีปแอฟริกาใต้ มีรายงานผู้ป่วย 58 ราย เนื่องจากรับประทานเมล็ดสบู่ขาวเข้าไป พบว่ามีผู้ป่วย 50 รายที่เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียนและปวดท้อง มีผู้ป่วย 16 รายที่เกิดอาการท้องเสีย และผู้ป่วย 31 รายที่เกิดอาการระคายเคืองทางเดินอาหาร (8)
เด็ก 8 คนเข้าโรงพยาบาล Ga-Rankuwa ด้วยอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสียอย่างรุนแรงหลังรับประทานเมล็ดสบู่ดำ (9)

สารที่ทำให้เกิดพิษ

ผล เมล็ด กิ่ง ใบ ต้น เป็นส่วนที่มีพิษ ผลและเมล็ดมีพิษมากที่สุด (4) กิ่งใบมีพิษรองลงมาสารที่ทำให้เกิดพิษเป็นสารโปรตีน (toxalbumin) คือ จาร์โทฟีน (jatrophin) หรือ เคอร์ซีน (curcin) เป็นสารที่อยู่ในเนื้อเมล็ด (11,12,13) ซึ่งเมล็ดจะมีน้ำมัน 55% หรือมากกว่า เดิมใช้เป็นยาถ่าย (3) แต่เนื่องจากมีรายงานว่าเมื่อคนรับประทานพืชทั้งต้นเข้าไปทำให้เกิดพิษสูง (14) และอาการถ่ายท้องรุนแรงจึงเลิกใช้ (15) นอกจากนี้ยางก็เป็นส่วนที่เป็นพิษ

อาการพิษ

จากการศึกษาความเป็นพิษในคน พบว่าอาการพิษในเด็กจะเกิดขึ้นเมื่อรับประทานเพียง 1-5 เมล็ดเท่านั้น (16) ส่วนในผู้ใหญ่มีรายงานว่าอาการพิษอาจเกิดขึ้นเมื่อรับประทาน 1-20 เมล็ด อาการพิษอาจเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน โดยจะเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน (10,11) ปวดท้อง อ่อนเพลีย จุกเสียด กระหายน้ำ ปวดศีรษะ อาจถ่ายเป็นเลือด ความดันโลหิตต่ำ การเต้นของหัวใจผิดปกติ ม่านตาขยาย ตัวสั่น ผิวหนังแดง มีอากรเคลิ้มฝันในเด็ก เลือดออกในจอรับภาพในลูกตา (retina) อาการเกิดภายใน ?-1 ชั่วโมง ยางทำให้ตาอักเสบ ระคายเคืองต่อผิวหนังและทำให้เกิดอาการแพ้ (3,4)
มีรายงานอาการพิษต่อสัตว์ เกิดเลือดออกในลำไส้ ตาพร่า ม่านตาหรี่ อาการหัวหมุน อัมพาต อาการงง ชัก มีไข้ และอาจตายได้ใน 1-3 วัน (3)


การรักษา

สามารถสรุปได้ดังนี้
ทำให้อาเจียนเอาเมล็ดสบู่ขาวที่กินเข้าไปออกมา ถ้ายังไม่อาเจียนให้ syrup of ipecac รับประทานยาเคลือบกระเพาะอาหารและลำไส้ บางรายอาจให้ผงถ่านช่วยดูดซับสารพิษและรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุดเพื่อล้างท้อง
ให้รับประทานยาถ่ายประเภทเกลือ เช่น ดีเกลือ หรือให้ผงถ่าน เพื่อลดการดูดซึมสารพิษและระวังอาการขาดน้ำและอิเล็กโทรไลต์ โดยให้น้ำเกลือเพื่อทดแทนน้ำที่สูญเสียไป ถ้าเกิด hypoglycemia ให้ใช้ dextrose infusion เพื่อรักษาภาวะสมดุล (13)
ลดการอุดตันของท่อในไตเนื่องจากเม็ดเลือดแดงที่เกาะกลุ่มกัน โดยให้รับประทานโซเดียมไบคาร์บอเนต เช่น โซดามิ้นต์ วันละ 5-15 กรัม (1-50 เม็ด) เพื่อทำให้ปัสสาวะเป็นด่าง (ปรับ pH ประมาณ 7.5) ควบคุมการทำงานของไต (ต้องระวังอาการไตวายและหมดสติด้วย)
ให้อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตสูง เช่น น้ำตาล งดอาหารที่มีไขมัน
ถ้า มีอาการชักเกร็ง ให้ diazepam กรณีมีอาการหายใจขัด ให้ออกซิเจน (3,4) แม้ว่าจะเป็นพืชพิษแต่ก็มีรายงานการใช้ยางสมานแผลและห้ามเลือด (17) เมล็ดใช้ขับพยาธิ รักษาโรคผิวหนังและเบื่อปลา (18) ใบใช้ทาถูนวด เปลือกรากใช้รักษาโรคไขข้อ นอกจากนี้ก็ยังมีผู้สนใจศึกษาเรื่องน้ำมันจากเมล็ดสบู่ขาวเพื่อนำไปใช้เป็น น้ำมันเครื่องชั้นดี (19,20) จึงควรระมัดระวังเรื่องพิษของสบู่ขาวไว้บ้าง

วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2552

พืชมีพิษ ว่านนางกวัก

ว่านนางกวัก

ชื่อวิทยาศาสตร์ Alocasia cucullata (Lour.) G. Don f.
วงศ์ Araceae

ชื่อพ้อง -
ชื่ออื่นๆ -
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ว่านนางกวัก เป็นพืชที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ใบมีรูปร่างคล้ายรูปหัวใจ ก้านใบกลมคล้ายใบบอน ในสรรพคุณพื้นบ้านของจีน ใช้แก้พิษงู (1) ส่วนเหนือดิน ใช้แก้ไข้ แก้เจ็บคอ (2) ทั้งต้น ใช้แก้โรคปวดข้อ (3)






ตัวอย่างผู้ป่วย

มีรายงานพบผู้ป่วยจากการรับประทานว่านนางกวักโดยเข้าใจผิดว่าเป็นต้นบอน
มีอาการปวดแสบ ปวดร้อนที่คอ ลิ้น และบริเวณภายในกระพุ้งแก้ม ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน แพทย์ได้ทำการล้างท้อง งดน้ำและอาหาร ให้ยาเคลือบกระเพาะ และรักษาตามอาการจนกระทั่งผู้ป่วยอาการดีขึ้น (4)
ในประเทศศรีลังกา มีเด็ก 2 คน เสียชีวิตจากการรับประทานผลของว่านนางกวัก ซึ่งอาการพิษที่พบคล้ายคลึงกับพิษจากสาร cyanogenic glycoside (5)

สารที่ทำให้เกิดพิษและอาการพิษ

จากการศึกษาลักษณะผงของว่านนางกวักภายใต้กล้องจุลทัศน์ พบว่ามีผลึกแคลเซียมออกซาเลท กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป (4) พืชในวงศ์ Araceae จะพบว่ามีผลึกแคลเซียมออกซาเลทสูง แคลเซียมออก-ซาเลท จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง มีอาการคัน ปวดแสบ ปวดร้อน อักเสบ บวม และพองเป็นตุ่มน้ำใส หากถูกตาจะทำลายเยื่อบุตา ถ้ารับประทานเข้าไป จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อปากและคอ เสียงแหบ น้ำลายไหล อาเจียน แสบร้อนผิวหนังที่สัมผัส เยื่อบุกระพุ้งแก้ม ลิ้น และเพดานปากบวม พอง บางรายอาจพูดลำบาก ไม่มีเสียง อาการที่รุนแรงมากคือ กลืนลำบากถึงกลืนไม่ได้ อาจทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบรุนแรงได้ (6)

การรักษา

- หากสัมผัสถูกผิวหนัง ให้ใช้น้ำชะล้างหลายๆ ครั้ง แล้วทาด้วยครีมสเตียรอยด์และรับประทานยาสเตียรอยด์
- หากเข้าตา ให้ล้างด้วยน้ำหลายๆ ครั้ง หยอดตาด้วยยาหยอดตาที่มีสเตียรอยด์ แล้วนำส่ง โรงพยาบาลโดยเร็ว
- ถ้ารับประทานเข้าไป ให้ใช้น้ำล้างในปากและคอ แล้วรักษาตามอาการ อาจให้ยาลดกรด aluminium-magnesium hydroxide ทุก 2 ชั่วโมง ให้ยาแก้ปวด ให้ยาสเตียรอยด์เพื่อบรรเทาอาการอักเสบ

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2552

พืชมีพิษ เนียง

เนียง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Archidendron jiringa Nielsen
ชื่อพ้อง : Pithecellobium lobatum Benth.,
P. jirniga (Jack) Prain ex King
วงศ์ : Fabaceae
ชื่ออื่นๆ : ขาวแดง คะเนียง ชะเนียง ชะเอียง เจ็งโกล ตานิงิน เนียง เนียงใหญ่ เนียงนก ผักหละต้น พะเนียง มะเนียง มะเนียงหย่อง ยิริงหรือยือริง ยินิกิง หย่อง
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เนียงเป็นไม้ต้นขนาดกลาง สูง 10-15 ม. เปลือกต้นสีเทาหรือน้ำตาลอ่อนปนเทา เรือนยอดเป็นพุ่มกลมใหญ่ ดอกสีขาว ขนาดเล็ก ออกเป็นช่อ ผลเป็นฝักแบนเป็นเกลียวไปทางเดียวกัน คล้ายรูปเกือกม้า ผิวสีน้ำตาลคล้ำหรือน้ำตาลอมม่วง เมล็ดมีลักษณะ คล้ายเมล็ดถั่ว 2 ฝา

กริ๊ง…กริ๊ง…กริ๊ง “ ฮัลโหล…ฮัลโหล ” “ โทรจากศูนย์พิษวิทยา โรงพยาบาลรามาค่ะ ” เมื่อต้นเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว เราได้รับแจ้งว่ามีผู้ป่วยชาวกะเหรี่ยงหลายคนมารักษาที่ รพ.ตาก ด้วยอาการปัสสาวะเป็นเลือด ไตวาย ซักประวัติได้ว่ารับประทานข้าวกับลูกเนียงดิบติดต่อกันหลายวัน ทำให้ย้อนนึกถึงเหตุการณ์เช่นนี้อีกหลายรายที่มีอาการพิษจากการรับประทานลูกเนียง

จริงๆ แล้วลูกเนียงหรือเมล็ดเนียง เป็นผักที่ นิยมรับประทานกัน โดยเฉพาะทางภาคใต้ของไทย เรา ซึ่งนิยมรับประทานเป็นผักสด ใช้ลูกอ่อนปอก เปลือกจิ้มน้ำพริก หรือรับประทานร่วมกับอาหารรส เผ็ด หรือบริโภคลูกเนียงเพาะ (นำลูกเนียงไปเพาะในฟางจนต้นอ่อนงอก) ลูกเนียงดอง หรือทำให้สุก โดยต้มหรือย่าง ลูกเนียงนับเป็นผักที่มีคุณค่าทาง อาหาร คือ มีโปรตีน 7.9 กรัม % คาร์โบไฮเดรท 36.2 กรัม % ไขมัน 0.2 กรัม % วิตามินบี 1 บี 2 วิตามินซี กรดโฟลิค และแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก มีกรดอะมิโน 18 ชนิด และมี กรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายครบทั้ง 8 ชนิด โดย ทั่วไปคนส่วนมากรับประทานลูกเนียงแล้วมักไม่เกิด อาการผิดปกติใดๆ มีบางคนเท่านั้นที่รับประทานลูก เนียงแล้วเกิดอาการพิษ แม้แต่ในสัตว์ทดลองก็ให้ผล ผลแตกต่างกัน เช่น ในรายงานการวิจัยของ มงคล โมกขะสมิต ให้สุนัขกินลูกเนียงดิบ 8-9 ลูก/วัน พบ ว่าสุนัขมีปริมาณปัสสาวะ 24 ชม. ลดลงเล็กน้อย และไม่มีความเป็นพิษต่อไตของสุนัขเลย

สารที่ก่อให้เกิดอาการพิษ

สารที่ก่อให้เกิดอาการพิษในลูกเนียง คือ djenkolic acid (กรดเจ็งโคลิค) ในลูกเนียง 1 กรัม จะมีกรดเจ็งโคลิค 15.86 ? 6.6 มก. ประมาณ 93 % ของกรดอยู่ในสภาพอิสระ และมีเพียง 7 % เท่านั้นที่รวมตัวกับโปรตีน สุวิทย์ อารีกุล และคณะ ได้กรอกหรือฉีดกรดเจ็งโคลิคในหนูถีบจักร พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของปัสสาวะ และพยาธิสภาพของไตเหมือนหนูถีบจักรที่ถูกกรอก ด้วย สารสกัดจากลูกเนียง

อาการเป็นพิษที่พบ

มักเกิดอาการภายใน 2-14 ชม. ภายหลังรับประทาน เริ่มด้วยมีอาการปวดตามบริเวณขาหนีบ ปัสสาวะลำบาก ปวดปัสสาวะมาก บางรายไม่มีปัสสาวะ (anuria) ปัสสาวะขุ่นข้น บางคราวปัสสาวะเป็นเลือด บางรายมีอาการปวดท้องแบบ colic ปวดท้องน้อย และปวดหลัง อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ความดันโลหิตสูง
จากรายงานการศึกษาความเป็นพิษของลูกเนียงของ สุวิทย์ อารีกุล และคณะ กรอกสารละลายของลูกเนียงที่สกัดด้วย 70 % เอทานอล ความเข้มข้น 100 ก./100 ซีซี (มีกรดเจ็งโคลิคประมาณ 5 มก./ซีซี) ในหนูถีบจักร 22 ตัวๆละ 1 ซีซี หนูขาว 9 ตัวๆละ 6 ซีซี และลิงวอก 5 ตัวๆละ 15 ซีซี พบว่าปริมาณปัสสาวะในสัตว์ทดลองทั้ง 3 ชนิดลดลง ปัสสาวะขุ่นข้น มีเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว epithelial cell , albumin และ amorphous particles เพิ่มขึ้นกว่าปกติ ความถ่วงจำเพาะของปัสสาวะของลิงลดลง ปัสสาวะของหนูถีบจักรตัวหนึ่งมีผลึกรูปเข็มจำนวนมากในวันที่ 3 ภายหลังได้สารสกัด ผลการตรวจชิ้นเนื้อในสัตว์ทดลอง พบว่าเกิด acute tubular necrosis และมีบางส่วนของ glomeruli cell necrosis ร่วมด้วย และมีผู้ศึกษาความเป็นพิษของลูกเนียง พบว่าเป็นพิษต่อไต


ตัวอย่างผู้ป่วย

ตัวอย่างที่ 1 ชายท่านหนึ่ง จม.ถามมาที่สำนักงานข้อมูลสมุนไพร มีประวัติว่ารับประทานลูกเนียงเข้าไปประมาณ 10 ลูก มีอาการปัสสาวะไม่ค่อยออก ปวดท้องน้อยและหลัง แต่หลังจากนอนพัก 4-5 วัน อาการก็หายไป
ตัวอย่างที่ 2-8 เป็นรายงานผู้ป่วยฝ่ายอายุรกรรม รพ.ยะลา ตั้งแต่ปี 2525-2528 โดย ยุทธิชัย เกษตรเจริญ และคณะ
ตัวอย่างที่ 2 ผู้ป่วยชาย อายุ 32 ปี รับประทานลูกเนียง มีอาการปัสสาวะไม่ออก และปวดท้องน้อยร้าวไปข้างหลัง ผลตรวจ vital sign และผลตรวจเลือดปกติ ผลตรวจปัสสาวะพบ ความถ่วงจำเพาะ 1.007 , albumin 1+ , RBC 300 cell/HP2 , BUN / Cr 10 / 1.7 , plain KUB ปกติ ได้รับการรักษาโดยให้น้ำเกลือ , NaHCO3 และ lasix ทางหลอดเลือด และสวนปัสสาวะ พักรักษาอยู่ รพ. 3 วัน จึงกลับบ้านได้
ตัวอย่างที่ 3 ผู้ป่วยหญิงอายุ 44 ปี รับประทานลูกเนียง 10+ ลูก มีอาการปัสสาวะไม่ออก และปวดท้องน้อยร้าวไปข้างหลัง ผลตรวจ vital sign และผลตรวจเลือดปกติ ผลตรวจปัสสาวะพบ ความถ่วงจำเพาะ 1.013 , albumin 1+ , RBC 300 cell/HP2 , BUN / Cr 14 / 1.0 , plain KUB ปกติ ได้รับการรักษาโดยให้น้ำเกลือ , NaHCO3 และ lasix ทางหลอดเลือด ให้ยาคลายกล้ามเนื้อ และโซดา-มินต์
ตัวอย่างที่ 4 ผู้ป่วยชาย อายุ 24 ปี รับประทานลูกเนียง มีอาการปัสสาวะกะปริดกะปรอย มีเลือดปน และปวดท้องน้อยร้าวไปข้างหลัง ผลตรวจ vital sign และผลตรวจเลือดปกติ ผลตรวจปัสสาวะพบ ความถ่วงจำเพาะ 1.013 , albumin 1+ , RBC 150-200 cell/HP2 , WBC 4-7 cell/HP2 , BUN / Cr 33 / 3.3 , plain KUB ปกติ ได้รับการรักษาโดยให้น้ำเกลือ และ lasix ทางหลอดเลือด ให้ยาคลายกล้ามเนื้อเข้ากล้าม และยาปฏิชีวนะ พักรักษาอยู่ รพ. 5 วัน จึงกลับบ้านได้
ตัวอย่างที่ 5 ผู้ป่วยชาย อายุ 45 ปี รับประทานลูกเนียงมาก มีอาการถ่ายปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะมีเลือดปน และปวดที่หัวหน่าวร้าวไปหลัง ผลตรวจ vital sign และผลตรวจเลือดปกติ ผลตรวจปัสสาวะพบ ความถ่วงจำเพาะ 1.030 , albumin 4+ , RBC 50-100 cell/HP2 , plain KUB ปกติ ได้รับการรักษาโดยสวนปัสสาวะที่ห้องฉุกเฉิน ได้ปัสสาวะ 2-3 ลบ.ซม. ให้ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาปฏิชีวนะ และโซดามินต์
ตัวอย่างที่ 6 ผู้ป่วยหญิง อายุ 45 ปี รับประทานลูกเนียง มีอาการปัสสาวะกะปริดกะปรอย และปวดที่ท้องน้อย ผลตรวจเลือดปกติ ความดันโลหิตสูง ผลตรวจปัสสาวะพบ ความถ่วงจำเพาะ 1.020, RBC 100-150 cell/HP2 ได้รับการรักษาโดยให้ lasix ทางหลอดเลือด ยาคลายกล้ามเนื้อเข้ากล้าม และยาลดความดันโลหิต พักรักษาอยู่ รพ. 3 วัน จึงกลับบ้านได้
ตัวอย่างที่ 7 ผู้ป่วยชาย อายุ 44 ปี รับประทานลูกเนียง มีอาการปัสสาวะไม่ออก ผลตรวจ vital sign และผลตรวจเลือดปกติ ผลตรวจปัสสาวะพบ ความถ่วงจำเพาะ 1.030 , albumin 1+ , RBC 0 cell/HP2 , WBC 3-5 cell/HP2 , cast : granular ได้รับการรักษาโดยให้น้ำเกลือทางหลอดเลือด และยาคลายกล้ามเนื้อ พักรักษาอยู่ รพ. 2 วัน จึงกลับบ้านได้
ตัวอย่างที่ 8 ผู้ป่วยชาย อายุ 14 ปี รับประทานลูกเนียงสด 10 ลูก มีอาการปัสสาวะไม่ค่อยออกมา 4 วัน ปัสสาวะขัด ปวดที่ท้องน้อยและกลางหลังมาก ต่อมาไม่มีปัสสาวะเลย และปวดที่กลางหลังมากขึ้น ผลตรวจ vital sign และผลตรวจเลือดปกติ ปวดและกดเจ็บที่บริเวณ costovertebral angle ทั้ง 2 ข้าง มี anuria , BUN / Cr สูง (82 / 9.0) มีอาการ uremia (ท้องอืด คลื่นไส้ และอาเจียน) ได้ทำ peritonial dialysis ภายหลังทำ 4-5 dialysates ผู้ป่วยปัสสาวะดี สังเกตอาการระยะหนึ่งเห็นว่าปัสสาวะยังออกดี จึงหยุดการ dialysis หลังทำ peritoneal dialysis ตรวจปัสสาวะพบ ความถ่วงจำเพาะ 1.008 , RBC 5-10 cell/HP2 , WBC 10-20 cell/HP2 , BUN / Cr 73 / 8.3 – 12 / 0.9 ภายในเวลา 4 วัน , plain KUB ปกติ ได้รับการรักษาแบบ acute renal failure ให้โซดามินต์ทางปาก และ NaHCO3 ทางหลอดเลือด 100-150 มก. พักรักษาอยู่ รพ. 8 วัน จึงกลับบ้านได้
ตัวอย่างที่ 9 จากรายงานของ นพ. สุวิทย์ อารีกุล พบผู้ป่วยชาย อายุ 38 ปี ให้ประวัติว่ารับ-ประทานลูกเนียงเผา 3 ลูก ตอนเที่ยง ประมาณ 5 ทุ่ม ถ่ายปัสสาวะขุ่นข้นและขาวเหมือนน้ำนม ต่อมาปัสสาวะเป็นเลือด ปวดท้องและปวดหลังอย่างรุนแรง ผู้ป่วยให้ประวัติว่าเคยรับประทานลูกเนียงมาหลายครั้งแล้ว ไม่เคยมีอาการเช่นนี้มาก่อน ทุกคนในครอบครัวรับประทานลูกเนียงด้วยกันในตอนกลางวันแต่ปกติดีทุกคน ผู้ป่วยมาโรงพยาบาลในตอนเช้า ปัสสาวะออกน้อยและปวดมาก เวลาเบ่งปัสสาวะมีเหงื่อออกมาก แต่ไม่มีไข้ ปวดท้องมากเป็นพักๆ เมื่อฉีดมอร์ฟีนอาการปวดทุเลาลง ผู้ป่วยอาเจียนและท้องเดิน ปัสสาวะมีปริมาณปกติ แต่มีเลือดออกมาด้วย อาการต่างๆค่อยดีขึ้นในวันที่ 2 ที่อยู่ รพ. แต่ยังปัสสาวะมีเลือดออกอีกนานถึง 6 วัน จึงกลับบ้านได้

การรักษา

ยังไม่มีการรักษาที่จำเพาะ ส่วนใหญ่ใช้การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ
1. ดื่มน้ำมากๆ เพื่อจะได้ละลายผลึกที่ตกค้าง และขับออกมาทางท่อปัสสาวะ
2. รักษาตามอาการ ถ้าปวดมากให้ยาคลายกล้ามเนื้อ
3. ทำให้ปัสสาวะเป็นด่าง โดยให้รับประทานโซดามินต์ หรือให้ NaHCO3 ทางหลอดเลือด เพราะผลึกของกรดเจ็งโคลิคละลายได้ดีในสารละลายที่เป็นด่าง นพ. ยุทธิชัย เกษตรเจริญ และคณะ ได้สรุปรายงานการรักษาว่า ถ้าใช้การรับประทานแต่โซดามินต์อย่างเดียวจะไม่สะดวก เพราะต้องรับประทานในขนาด 32 มก./วัน จึงจะเปลี่ยน pH ของปัสสาวะตามต้องการได้ ดังนั้นอาจให้ NaHCO3 100 มล. ทางหลอดเลือด และโซดามินต์ทางปาก 3 เม็ด 4 เวลา มักได้ผลภายในเวลาประมาณ 4-12 ชม.
4. ตรวจ BUN และ Creatinine เพื่อประกอบการพิจารณาทำ dialysis ถ้าจำเป็น
5. การพิจารณาทำ plain KUB และ IVP ควรพิจารณาเป็นรายๆไป
การให้ยาขับปัสสาวะ นพ.ยุทธิชัย เกษตรเจริญ และคณะ รายงานว่าไม่ค่อยแน่ใจในเรื่องประโยชน์ เนื่องจากทดลองในผู้ป่วย 2 ราย โดยให้ lasix ทางหลอดเลือด 20-80 มก. พบว่าทำให้ปวดหลังมากขึ้น และจากการที่กรดเจ็งโคลิคทำให้เกิดเป็นก้อนนิ่วในไต การให้ lasix อาจเป็นผลเสียมากกว่าดี

การลดพิษของลูกเนียง

1. การลดพิษแบบชาวบ้าน ทำง่ายๆ 2 วิธี คือ
1.1 เอาลูกเนียงมาผ่าแล้วแผ่เป็นแผ่นบางๆ ตากแดดก่อนรับประทาน
1.2 เอาลูกเนียงฝังทรายจนกระทั่งมีหน่อ ตัดหน่อทิ้งแล้วจึงรับประทาน
2. จากการศึกษาของ สุวิทย์ อารีกุล และคณะ พบว่า ต้มลูกเนียงในน้ำ หรือ 5 % HCl หรือ
5 % NaHCO3 (โซเดียมไบคาร์บอเนต) นาน 10 นาที กรดเจ็งโคลิคในลูกเนียงจะเหลือ 30-32 % ถ้าต้มต่อไปใน 5 % NaHCO3 อีก 10 นาที กรดเจ็งโคลิคในลูกเนียงจะเหลือ 14 %
ดังนั้น ผู้ที่จะรับประทานลูกเนียง ถึงแม้ว่าจะไม่เคยมีอาการพิษมาก่อนก็ตาม ถ้าจะให้ปลอดภัยก็น่าจะทำการลดพิษของลูกเนียงลงก่อนที่จะรับประทาน

วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2552

พืชมีพิษ ลำโพงขาว

ลำโพงขาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ Datura metel L.
วงศ์ Solanaceae
ชื่อพ้อง Datura alba Nees
ชื่ออื่นๆ มะเขือบ้า มั้งโต๊ะโล๊ะ ละอังกะ ลำโพง เลี๊ยก Apple of peru, Green thorn apple, Hindu datura, Metel, Thorn apple
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เป็นพุ่ม ขนาด 1.5-1.8 เมตร ดอกเดี่ยวออกที่ซอกใบหรือง่ามกิ่งมีสีขาวหรือขาวนวล เป็นรูปกรวย ปลายแยกเป็น 5 แฉก ดอกมีขนาด 11.5-12.5 ซม. ใบเป็นรูปไข่ เส้นขอบใบหยัก ฐานใบไม่เท่ากัน ใบมีขน ผลเป็นรูปทรงกลมมีหนามแหลม ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก เป็นรูปไต สีน้ำตาล-เหลือง (2-3) ในสมัยโบราณนอกจากจะมีการใช้ลำโพงขาวเพื่อวัตถุประสงค์เพื่อผลิตเป็นยารักษา โรคแล้ว ยังมีการนำไปใช้ในการโจรกรรมทรัพย์สินและการฆาตกรรมอีกด้วย โดยมีการใช้เมล็ดมาผสมกับอาหารหรือเครื่องดื่มทำให้ผู้ที่รับประทานเข้าไป เกิดอาการมึนเมาไม่ได้สติทำให้ง่ายต่อการโจรกรรมทรัพย์สิน ผงจากดอกลำโพงหรือเกสรเมื่อโปรยเข้าไปในห้องก็สามารถทำให้ผู้ที่นอนหลับอยู่ หลับไหลไม่ได้สติได้เช่นกัน (4)

พืช สมุนไพรทุกชนิดถ้ามีการใช้ที่ถูกต้องและใช้ในขนาดที่เหมาะสม ก็จะสามารถรักษาโรคหรือบรรเทาอาการเจ็บป่วย อย่างเช่นพืชที่เราจะพูดถึงในที่นี้ คือ “ลำโพงขาว” ท่านผู้อ่านบางท่านอาจเคยทราบมาบ้างแล้วว่ามีการปลูกลำโพงขาวเพื่อนำไปใช้ใน การผลิตยาทั้งแผนปัจจุบันและแผนโบราณ ในตำรายาแผนโบราณทั้งของไทย และจีน มีการใช้ดอกแห้งของลำโพงขาวเป็นตัวยาในการรักษา โรคหอบหืด โรคหลอดลมอักเสบ ไข้หวัด และบรรเทาความเจ็บปวด ทั้งนี้การใช้น่าจะต้องมีขนาดที่เหมาะสมและตายตัวพอสมควร เนื่องจากในตำรายามักจะกำกับว่าห้ามรับประทานมาก หรือรับประทานมาอาจทำให้เสียจริตได้ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการใช้ลำโพงขาวรักษาโรคต่างๆ นั้นจะต้องระมัดระวัง

ตัวอย่างผู้ป่วย

รายงานความเป็นพิษผู้ใหญ่เกิดขึ้นในประเทศสิงคโปร์ โดยมีสาเหตุเนื่องมาจากการกินต้นลำโพงขาว (5)
รายงานความเป็นพิษในผู้ใหญ่เกิดขึ้นที่ประเทศศรีลังกา โดยมีสาเหตุเนื่องมาจากการบริโภคต้นลำโพงขาว (6)
รายงานความเป็นพิษในเด็กเกิดขึ้นที่ประเทศซาอุดิอารเบีย มีสาเหตุเนื่องมาจากการบริโภคผลสดของลำโพงขาว (7)
รายงานความเป็นพิษในผู้ใหญ่ซึ่งเป็นการจงใจบริโภค ผู้ป่วยซึ่งเป็นชายชาวไนอามี 4 คน ดื่มชาสมุนไพรที่มีส่วนผสมของเมล็ดลำโพงขาว พร้อมกับสูบดอกแห้งของลำโพงขาว อาการพิษที่พบในผู้ป่วยทั้ง 4 รายเป็นอาการพิษที่คล้ายกับอาการพิษเนื่องจากอะโทรปีน โดยผู้ป่วยจะแสดงอาการทางประสาทเป็นหลัก กล่าวคือ มีอาการกระสับกระส่าย เพ้อ เดินเซ ประสาทหลอน รูม่านตาขยาย มีอาการคั่งของปัสสาวะ นอกจานั้นยังพบอาการอื่นๆ เช่น มีไข้ ปากแห้ง กระหายน้ำ และหัวใจเต้นแรง (8)
รายงานความเป็นพิษในเด็กอายุประมาณ 10-12 ปีเกิดขึ้นในประเทศไทย เนื่องจากการรับประทานดอกลำโพงขาว ผู้ป่วยมีอาการปากแห้ง ม่านตาขยาย ผิวหน้าร้อนแดงและมีไข้ (3)

สารที่ทำให้เกิดพิษ

พืชในกลุ่ม Datura spp. ทุกชนิดความเป็นพิษส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเนื่องจากสารกลุ่ม tropane alkaloids ซึ่งตัวสำคัญได้แก่ hyoscine และ hyoscyamine (สารกลุ่มนี้คืออะโทรปีน) เมื่อกินส่วนใดส่วนหนึ่งของลำโพงเข้าไปจะทำให้เกิดอาการพิษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วน เมล็ด หรือ ดอก (2-4,9-10) อัลคาลอยด์ที่มีมากที่สุดคือ scopolamine (hyoscine) ส่วน atropine, hyoscyamine และ norhyoscyamine จะมีอยู่ในปริมาณไม่มาก (9-10) สารเหล่านี้จะทำหน้าที่ไปขัดขวางการทำงานของ parasympathetic nerve (11)

โครงสร้างทางเคมีของ hyoscyamine และ hyoscine

อาการพิษ

เนื่องจากความเป็นพิษส่วนใหญ่เกิดจากสารกลุ่ม tropane alkaloids เมื่อเกิดอาการพิษ จะมีอาการปากคอแห้ง กระหายน้ำอย่างรุนแรง ตาพร่า รูม่านตาขยาย สู้แสงไม่ได้ น้ำลายแห้ง กลืนน้ำลายลำบาก และพูดไม่ชัด ผิวหนังร้อนแดง และแห้ง มีไข้ร่วมกับปวดหัว ผู้ป่วยจะรู้สึกสับสน ตื่นเต้น กล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน มึนงง มีอาการประสาทหูและตาหลอน และอาจมีพฤติกรรมคล้ายโรคจิต ในเด็กบางคนมีอาการชัก ชีพจรเต้นเร็วและอ่อน นอกจากนี้ยังมีอาการปัสสาวะคั่ง ท้องผูก ในรายที่รุนแรง คนไข้อาจหมดสติและโคมา (2-8)

การรักษา

1. ในกรณีที่รับประทานเข้าไปควรรีบขัดขวางการดูดซึมสารพวกอะโทรปีนโดยรีบด่วน ซึ่งอาจทำได้โดยรีบล้างท้อง หรือให้ผงถ่านแล้วให้ยาถ่ายตาม
2. ใช้เครื่องช่วยหายใจ ถ้าจำเป็น
3. ลดไข้โดยใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตัว
4. ให้ physostigmine (เด็ก ขนาด 0.5-1.0 มก., ผู้ใหญ่ ขนาด 1-4 มก.) เข้าเส้นเลือดดำช้าๆ ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 นาที ขนาดยาอาจเพิ่มขึ้นโดยฉีดซ้ำทุก 5 นาที แต่ขนาดยาทั้งหมดรวมกันแล้ว เด็กไม่เกิน 2 มก. และผู้ใหญ่ไม่เกิน 6 มก.
5. ควรมี atropine (1 มก.) เตรียมไว้ เพื่อแก้ไขกรณีที่ใช้ physostimine มากเกินไป จนทำให้เกิดหัวใจเต้นช้า ชัก ปรือทำให้หลอดลมเกร็งตัวอย่างมาก
6. ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการตื่นเต้นมากและชัก อาจให้ diazepam ได้ แต่ต้องระวังอย่าใช้ในขนาดสูง เพราะในระยะหลังการเกิดพิษเนื่องจากอะโทรปีนจะมีการกดการทำงานของสมองส่วน กลางร่วมด้วย ซึ่งจะทำให้เสริมฤทธิ์กับ diazepam ได้ (2-3)


วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2552

วิธีกระชับช่องคลอด และ เทคนิคกระชับช่องคลอด

ความสุขของภรรยาขณะมีเซ็กซ์กับสามี มักอยู่ที่การเล้าโลมและการใส่ใจ…
*ในขณะที่ฝ่ายสามี ความสุขทางเซ็กซ์จากเพศสัมพันธ์กับภรรยา จะอยู่ที่การสัมผัสรัดรึงรอบเอกลักษณ์ของเอกบุรุษ
*สรุปว่า กิจกรรมทางเพศ…ผู้ชายจะให้ความสำคัญกับผิวเนื้อส่วนสัมผัสเนื้อ ณ บริเวณจุดศูนย์รวมความบันเทิง ถ้าช่องคลอดมีความกระชับรับสัมผัสโอบล้อมรอบได้ดี อย่างนี้ฝรั่งบรรยายว่า Exciting vagina ดีกว่าถูกตราหน้าว่า low quality เพราะความหลวม

หลายคนสงสัยว่า ภาวะช่องคลอดหลวม มีสาเหตุจากอะไรได้บ้าง ตัวอย่างคำถามจากจดหมาย…


" ผ้าอนามัยแบบสอดทำให้ช่องคลอดหลวมได้หรือไม่คะ"
" การสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองบ่อยๆ จะทำให้ช่องคลอดหลวมได้หรือเปล่าคะ"

*ในความเป็นจริงแล้ว การสอดใส่สิ่งใดๆ ในช่องคลอดแค่ทำให้เยื่อพรหมจารีย์ฉีกขาดเท่านั้น แต่ไม่ถึงกับมีผลทำให้ช่องคลอดหลวม ไม่ว่าจะเป็นผ้าอนามัยชนิดสอด การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง หรือการร่วมเพศ…มีสาเหตุกรณีเดียวเท่านั้นคือ การคลอดบุตรทางช่องคลอดตามธรรมชาติ หลังคลอดบุตรแล้ว ผู้หญิงบางคน ช่องคลอดสูญเสียความสามารถในการบีบรัดตัวโดยธรรมชาติ ช่องคลอดจะมีความยืดหยุ่นสูง สามารถขยายตัวได้กว้างขวางจนเด็กทารกสามารถผ่านออกมาสู่สายตาชาวโลกได้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีความสามารถในการบีบรัดตัวได้อย่างมาก เพราะกล้ามเนื้อรอบช่องคลอดเป็นกล้ามเนื้อที่แข็งแรงที่สุดมัดหนึ่งของร่างกาย

*แข็งแรงขนาดที่เรียกว่า เจ้าสาวมือใหม่บางราย…ที่ไม่ใช่ 'เจ้าสาวมืออาชีพ' เกิดอาการเกรงกลัวการมีเพศสัมพันธ์ กลัวจนเกร็ง และเกร็งจนฝ่ายเจ้าบ่าวไม่สามารถ เติมคำลงในช่องว่างได้ ประตูแห่งสวรรค์ปิดสนิทแนบแน่น ไม่ว่าเจ้าบ่าวจะเคาะประตูก็แล้ว ดันประตู จนถึงขั้นกระแทกประตูจนบอบช้ำทั้งสองฝ่าย ก็ไม่สำเร็จ…ภาวะอย่างนี้เรียกว่าช่องคลอดเกร็งตัวจนไม่สามารถร่วมเพศได้ ภาษาอังกฤษเรียก Vaginismus… รัดไม่รู้คลาย เป็นในบางราย นานๆ เจอที

*อาการที่บ่งบอกว่ามีภาวะช่องคลอดหลวมคือ มีการระบายอากาศออกเวลามีเพศสัมพันธ์ ภาษาชาวบ้านพูดสั้นๆ ว่า' มีลมออก' เพราะระหว่างการร่วมเพศ หากช่องคลอดหลวมจะมีอากาศอัดเข้าไปเก็บตัวไว้ภายในช่องคลอด พอขยับตัวอากาศถูกดันตัวออก ส่งเสียงประจาน…

ผู้หญิงหลายคนไปหาหมอสูติฯ เพื่อขอทำรีแพร์ (repair) เรียกทั่วไปว่า 'ทำสาว'…ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว โดยทั่วไป การทำรีแพร์ แพทย์จะเย็บผนังช่องคลอดให้ตึงเท่านั้น …แต่กล้ามเนื้อโดยรอบยังหลวมอยู่ ไม่มีแรงพอในการบีบรัด…มีหมอสูติฯ บางท่านที่มีการเย็บกล้ามเนื้อบ้าง
วิธีที่ได้ผลดีที่สุดคือ การฝึกขมิบ เพราะกล้ามเนื้อเป็นผู้รับผิดชอบ งานบีบรัด

เริ่มต้นราวห้าสิบปีก่อน Dr. Arnold H. Kegel ซึ่งเป็นสตินรีแพทย์เป็นผู้คิดค้นเทคนิคนี้ เพื่อรักษาผู้ป่วยหญิงที่มีอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ปรากฏว่า ทำไปทำมา นอกจากอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่จะดีขึ้นแล้ว ยังมีผลดีต่อเพศสัมพันธ์อีกด้วย ทั้งสามีก็รู้สึกรับสัมผัสดีขึ้น ฝ่ายผู้หญิงก็รู้สึกถึงจุดสุดยอดได้ดีกว่าเดิม


เทคนิคดังกล่าวจึงได้รับการขนานนามว่า Kegel exercise
ทดลองทำโดยควบคุมกล้ามเนื้อเพื่อหยุดสายน้ำปัสสาวะเป็นระยะๆ หรือพูดง่ายๆ ว่าขมิบก้น แบบเดียวกับตอนกลั้นอุจจาระอย่างสุดชีวิต…เพื่อรักษาหน้าตาของวงศ์ตระกูล

เพราะกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (Pubococcygeus muscle หรือเรียกสั้นๆ ว่ากล้ามเนื้อ PC) จะอยู่โดยรอบและครอบคลุมท่อปัสสาวะ ช่องคลอดและช่องทวารหนักมันเป็นกล้ามเนื้อมัดเดียวกันที่หมุนวนเป็นเลข 8 จุดตัดอยู่บริเวณฝีเย็บ…เวลาขมิบก็เกร็งขมิบทั้งมัด เวลาคลายตัวก็คลายตัวหมดทั้งมัด…นึกภาพดูง่ายๆ เวลาเราถ่ายอุจจาระ จะมีปัสสาวะออกด้วย เวลาปัสสาวะ บางครั้งมีผายลม เพราะเป็นกล้ามเนื้อชุดเดียวกัน

การปฏิบัติมิใช่แค่ขมิบแล้วคลายทันที แต่ต้องทำเหมือนคนเล่นกล้าม-ขมิบ เกร็งไว้ราว 10 วินาที (นับ 1-10) แล้วค่อยคลาย…อย่างนี้เรียกว่า 1 ครั้ง

การฝึกขมิบช่วงแรกๆ ให้เริ่มวันละน้อยๆ ครั้ง เพราะทำใหม่ๆ จะเหนื่อยง่าย เดี๋ยวจะหมดแรงเสียก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มจำนวนครั้งขึ้นเรื่อยๆ …แนะนำว่ายิ่งทำมากเท่าไร ก็ยิ่งได้ผลดีเท่านั้น หมอสูติฯ ทั่วไปแนะนำขมิบวันละ 100-300 ครั้ง แต่ไม่ต้องทำรวดเดียวจบ เสนอให้แบ่งเป็นหลังอาหารสามเวลา เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์เพิ่มรอบดึกได้…

บางท่านบอกให้ทำเป็นชุดๆ ละ 10 ครั้ง วันหนึ่งทำ 10-30 ชุด อย่างนี้จำง่ายกว่า และเคยเขียนเป็นกลอน เพื่อให้ท่องจำง่าย…ถ้าแคบนักมักคับขยับยาก ถ้ากว้างมากยากสัมผัสรัดไม่ไหว ถ้ากระชับรับสัมผัสรัดตรึงใจ

ฝึกขมิบไว้ใช้งานดีไม่ต้องรีแพร์


อาจารย์หมอพันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ ได้กล่าวไว้บ่อยครั้งในงานบรรยายและงานเขียน เพื่อสอนให้หญิงหลังคลอดหมั่นขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานให้กระชับ เพื่อการมีเพศสัมพันธ์ที่ดี โดยให้ท่องจำว่า ขมิบวันละร้อย เมียน้อยไม่ตามมาราวี

แต่ผมว่าจริงๆ แล้ว หากฝ่ายภรรยาปฏิบัติอย่างนี้จริงๆ น่าจะส่งผลในทางตรงกันข้าม เพราะสามีจะกลับตัวกลับใจละทิ้งภรรยาน้อย มาใกล้ชิดสนิทแอบอิงพิงภรรยามากกว่าใครอื่น

หากเป็นเช่นนั้นแล้ว " ขมิบวันละร้อย เมียน้อยจะตามมาราวีเพื่อยื้อยุดฉุดสามี เพราะตอนนี้มาจู๋จี๋อยู่กับคุณ"

ขอแนะนำเทคนิคง่าย ที่จะทำให้ช่องทางรักของหนูจุ๋มจิ๋มเกิดการฟิตเต็มที่คลอดแนวรบภายใน

เริ่มจากนั่งตัวตรงบนเก้าอี้ ('@'-เริ่มจากนั่งตัวตรงบนเก้าอี้)

ห้อยขาสองข้างวางบนพื้นแบบสบาย ๆ จากนั้นให้เอามือสองข้างวางประสานที่หน้าตัก ยืดตัวขึ้นเต็มที่ แขม่วท้องแล้วก็ขมิบก้นเหมือนเวลากลั้นถ่ายอุจจาระนั่นแหละ นับ 1 – 10 ช้า ๆ แล้วปล่อย ทำใหม่ซ้ำ ๆ กันให้ได้วันละ 50 ครั้ง จะทำเป็นชุด ๆ ละ 10 ครั้ง หรือจะปฏิบัติการทีเดียวก็ได้แล้วแต่สะดวก


**พอทำได้จนเกิดความเคยชิน และชำนาญแล้ว ค่อยเลื่อนเป็นปฏิบัติการขั้นที่สอง จัดการนอนหงายราบ ศีรษะหนุนหมอนพอสบาย นอนชันขาทั้งสองข้างขึ้น ขาชิดกัน ต่อจากนั้นก็ยกสะโพกขึ้น แขม่วท้องและขมิบก้นตามวิธีการเช่นเดียวกับท่านั่ง….จนเกิดความชำนาญแล้วทำเป็นกิจวัตรประจำวัน

ถ้าทำได้เช่นนี้แล้ว ไม่นานเกินรอประมาณ 6 เดือนผ่านไป…จะเริ่มรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ความฝันกลายเป็นจริง
ใคร ๆ เขาว่าเป็นท่าบริหารผัวหลงกันทั้งนั้น!!!!!!!!!!

หรือ ถ้าอยากกระชับไว้ก็คงต้องใช้เทคนิคช่วย

ขายดีมากคะ ลูกค้าซื้อไปแล้วไม่มีผิดหวังเลยคะ เพราะสินค้าเราทำจากสมุนไพร
ทำให้ไม่มีตกขาว ลดอาการคัน เพิ่มน้ำหล่อลื่น กระฉับเหมือนเด็กสาว

สมุนไพรกระชับสาวแบบโบราณ ช่วยคุณได้ ด้วยราคา 250 บาท / 1 ชุด / ใช้ได้ 7 วัน เห็นผล
จะช่วยกระชับสาวได้นาน 6 เดือน





สินค้าประกอบด้วย


1. ผงสมุนไพรนั่งถ่าน 7 วัน


2. แท่งถ่านสมุนไพร วิธีใช้ให้หักครึ่งและนำไปจุดไฟ


การนั่งถ่าน


กิจกรรมนี้คนโบราณนิยมนำมาใช้ดูแลสตรีหลังการคลอดบุตร โดยนั่งบนเก้าอี้ที่เจาะรูตรงกลาง หรือ ยืนคล่อมเตาถ่าน และมีเตาถ่านที่ติดไฟอยู่ด้านล่างพร้อมทั้งสมุนไพรที่ใช้โรยบนถ่าน ให้เกิดความร้อนและไอระเหยของสมุนไพร ที่ลอยขึ้นไปสัมผัสบาดแผลบริเวณปากช่องคลอด เพื่อให้บาดแผลที่บริเวณปากช่องคลอดแห้ง และช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อบริเวณนั้นให้กระชับกลับคืนสู่สภาพปกติ ทำให้มดลูกเข้าอู่ได้เร็ว และยังป้องกันการเกิดระดูก (ตกขาว) อีกด้วย จะทำกันวันละประมาณ  15 นาที เป็นระยะเวลาไม่เกิน 15 วัน


แต่ในปัจจุบันการคลอดส่วนมากจะคลอดที่โรงพยาบาล และหลังการคลอดก็จะได้รับการส่องด้วยหลอดไฟที่บริเวณปากช่องคลอดทุกวัน จนถึงวันกลับบ้าน นอกจากนี้สาเหตุที่ไม่ใคร่จะนิยมทำกันเพราะหาอุปกรณ์ยุ่งยาก และ ไม่รู้ว่าจะหาที่ไหน


สมุนไพรที่ใช้ในการนั่งถ่าน


ประกอบด้วย ว่านนางคำ ไพล ขมิ้นอ้อย หมากแดง เปลือกต้นชะลูด ผิวมะกรูดแห้ง ว่านน้ำ ว่านชักมดลูก ใบหนาด ใบคนทีสอ การบุร และ พิมเสนใช้เพียงเล็กน้อย สมุนไพรเหล่านี้ก่อนจะนำมาใช้ ต้องหั่นให้ละเอียดบดและเป็นผงสำหรับโรยที่เตาถ่าน


อุปกรณ์ที่ใช้นั่งถ่าน


1. เตาถ่านขนาดเล็ก


2. สมุนไพรสำหรับโรย


3. ผ้าถุงสำหรับนุ่ง


วิธีการนั่งถ่าน (ยืนถ่าน)


1. เอาแท่งถ่านที่หักครึ่งจุดในถาดดินเผา หรือ กระเบื้อง


2. ให้โรยตัวยาสมุนไพรที่เตรียมไว้ลงในเตาถ่านที่ละน้อย ทำให้เกิดควันหรือไอระเหยของสมุนไพรที่ถูกเผาไหม้นั้น จะช่วยรมทำให้บริเวณปากช่องคลอดแห้ง กล้ามเนื้อกระชับตัวได้เร็วขึ้น


3. จากนั้นยืนคร่อมเตาไฟ หรือเอาเก้าอี้พลาสติกเตี้ยมีรูนั่งเพื่อให้ควันหรือไอความร้อนจากสมุนไพรที่ถูกเผาไหม้ รมบริเวณปากช่องคลอดและเข้าสู่มดลูก


4. เมื่อควันหรือไอของสมุนไพรที่เผาไหม้นั้นน้อยลง ให้โรยสมุนไพรเพิ่มเติมได้ แต่เติมทีละน้อย ทำเช่นนี้เรื่อย ๆ ประมาณ 15 นาที (ไม่ควรเกิน 30 นาที) ควรทำเพียงวันละ 1 ครั้งก็พอ และส่วนมากทำกันประมาณ 7-15 วัน




ราคานี้ยังไม่รวมค่าจัดส่งสินค้าคะ


สนใจสินค้าติดต่อ


081-3571859


email:yatha22@hotmail.com


พืชมีพิษ มันแกว

มันแกว


ชื่อวิทยาศาสตร์
: Pachyrrhizus erosus Urban
วงศ์ : Leguminosae
ชื่ออื่นๆ : เครือเขาขน ถั้วบ้ง ถั่วกินหัว ละแวก มันแกวลาว มันละแวก มันลาว Jicama, Yam bean
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้เถาเลื้อยพัน มีหัวใต้ดิน เป็นรากสะสมอาหาร ใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 3 ใบ เรียงสลับ ดอกช่อกระจะ ออกเดี่ยวๆ ที่ซอกใบ มีขนสีน้ำตาล กลีบดอกสีม่วงแกมน้ำเงิน รูปดอกถั่ว ผลเป็นฝัก รูปขอบขนาน แบน มีขน เมล็ดมี 4-9 เมล็ด (1) มันแกวมีถิ่นกำเนิดในประเทศ เม็กซิโกและอเมริกากลาง แต่ในปัจจุบันแพร่หลาย ไปในเขตร้อน เช่น อินโดจีน อินโดนีเซีย จีน (2) เป็นต้น


มันแกวเป็นพืชที่มีหัวใต้ดินซึ่งรับประทานได้ แต่บางส่วนของมันแกวก็เป็นพิษได้เช่นกัน เช่น ใบและเมล็ดของมันแกวนั้นเป็นพิษ มีรายงานตัวอย่างผู้ป่วยจากโรงพยาบาลชุมชนเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ผู้ป่วยชายรายหนึ่งได้นำฝักมันแกวมาต้มรับประทานจำนวน 4 ฝัก ญาติได้นำส่งโรงพยาบาลซึ่งขณะนั้นผู้ป่วยมีอาการช็อค หมดสติ และหยุดหายใจ แพทย์ได้ให้ความช่วยเหลือ รักษาอาการ โดย ให้น้ำเกลือและปั๊มหัวใจ ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นแต่ว่าคนไข้ยังคงมีอาการทางสมองอันเป็นผลเนื่องมาจากการหยุดหายใจ จากอาการดังกล่าวข้างต้นชี้ให้เห็นว่า
เมล็ดมันแกวเป็นพิษ

ตัวอย่างผู้ป่วย

ผู้ป่วยชายไทย อายุ 28 ปี รับประทานเมล็ดมันแกวเข้าไป 200 กรัม เนื่องจากเข้าใจผิดคิดว่า เป็นเมล็ดถั่วที่รับประทานได้ หลังรับรับประทานไปได้ 2 ชั่วโมง มีอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด ตาลาย (dizzy) อ่อนเพลีย และไม่สามารถก้าวเดินได้ จากนั้นไม่รู้สึกตัว หน้าซีด เริ่มมีอาการชัก กระตุกที่มือและเท้า ไม่สามารถควบคุมระบบทางเดินปัสสาวะได้ ท้องเสีย และได้เสียชีวิตหลังจากที่รับประทานไปได้ 11 ชั่วโมง (3)

การศึกษาวิจัยด้านความเป็นพิษ

มีรายงานการศึกษาวิจัยว่า สารสกัดเมล็ดด้วยน้ำทำให้หนูตะเภาตาย โดยไปกดระบบการหายใจ ทำให้การหายใจล้มเลวและตายในที่สุด และเป็นพิษต่อปลาทำให้ปลาตาย (4)
นอกจากนี้ยังมีรายงานด้วยว่าใช้เป็นยาฆ่าแมลง (5-6)

สารที่ทำให้เกิดพิษ

ฝักอ่อนของมันแกวสามารถรับประทานได้ แต่เมื่อแก่จะเป็นพิษ โดยเฉพาะที่เมล็ดของมันแกวนั้น มีสารที่มีฤทธิ์เป็นยาฆ่าแมลง หลายชนิด ได้แก่ pachyrrhizin, pachyrrhizone,
12-(A)-hydroxypachyrrhizone, dehydropachyrrhizone, dolineone, erosenone, erosin, erosone (7), neodehydrorautenone, 12 -(A)-hydroxy lineonone, 12-(A)-hydroxymundu- serone (8), rotenone (9) นอกจากนี้ยังมีสารซาโปนิน ได้แก่ pachysaponins A และ B ซึ่งละลายน้ำได้ และเป็นพิษต่อปลาทำให้ปลาตาย ส่วนใบของมันแกวนั้นมีสารพิษคือ pachyrrhizid ซึ่งมีพิษต่อโคและกระบือมากกว่าม้า (2)
เมื่อศึกษาพิษของ rotenone พบว่า ถ้ารับประทาน rotenone เข้าไป จะทำให้เกิดอาการระคายเคืองในระบบทางเดินอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน การหายใจเข้าไปพิษจะรุนแรงกว่า โดยไปกระตุ้นระบบการหายใจ ตามด้วยการกดการหายใจ ชัก และอาจถึงชีวิตได้ (10) มีรายงานว่าถ้ารับประทานเมล็ดมันแกวเพียงครึ่งเมล็ดจะเป็นยาระบาย และบางแห่งใช้เป็นยาขับพยาธิ ดังนั้นจึงควรระมัดระวัง นอกจากนี้อาจเกิดอาการพิษเรื้อรัง โดยทำให้ไขมันในตับและไตเปลี่ยนแปลง (2)
ส่วนพิษของสารซาโปนิน จะมีผลต่อระบบทางเดินอาหารเช่นกัน คือมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ลำไส้อักเสบ ในรายที่เป็นรุนแรงอาจมีปัญหาในระบบกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง ไม่สามารถทรงตัวได้ ระบบไหลเวียนโลหิตผิดปกติและทำให้ชักได้ (11)

อาการเมื่อได้รับพิษ

เมื่อได้รับสารพิษจากเมล็ดมันแกวเข้าไป จะทำให้เกิดอาการระคายเคืองในระบบทางเดินอาหาร ทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง ถ้าได้รับสารพิษมาอาการจะรุนแรงขึ้น โดยจะมีผลต่อ ระบบท การหายใจ คือหยุดหายใจ ชักและถึงแก่ชีวิตได้ (11)

การรักษา

รักษาตามอาการต่างๆ เช่น ถ้าผู้ป่วยหยุดหายใจ ช็อค ต้องรีบช่วยให้ผู้ป่วยหายใจได้ด้วยตัวเอง หรือใส่เครื่องช่วยหายใจ ให้น้ำเกลือเพื่อรักษาความสมดุลย์ของน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย ให้ยาตาม ความเหมาะสมตามแพทย์ที่ทำการรักษา (11)


ประโยชน์ของขมิ้น

ใช้รับประทานเหง้าของขมิ้นชัน โดยการปอกเปือกหรือตากแห้งแล้วบดเป็นผงใช้ประกอบอาหารได้หลายอย่าง และแบบผงบรรจุแคปซูลเพื่อความสะดวกแก่การรับประทาน





กินขมิ้นชันตามเวลาต่อไปนี้จะได้ผลโดยตรงกับอวัยวะส่วนนั้น

เวลา 03.00 - 05.00 น. กินขมิ้น ช่วยบำรุงปอด ป้องกันการเป็นมะเร็งปอด ช่วยทำให้ปอดแข็งแรง ช่วยเรื่องภูมิแพ้ของจมูกที่หายใจไม่สะดวก และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ผิวหนัง

เวลา 05.00 - 07.00 น. กินขมิ้น ช่วยแก้ปัญหาลำไส้ใหญ่ ถ้าเคยกินยาถ่ายมาเป็นเวลานาน ให้กินขมิ้นชันเวลานี้ ขมิ้นชันจะฟื้นฟูปลายประสาทของลำไส้ใหญ่ แต่ต้องกินเป็นประจำ ถึงจะทำให้ลำไส้ใหญ่บีบรัดตัวเพื่อขับถ่ายอย่างปกติ แก้ปัญหาลำไส้ใหญ่กลืนลำไส้เล็ก หรือลำไส้ใหญ่มีปัญหาถ่ายมากเกินไปหรือถ่ายน้อยเกินไป ถ้าลำไส้ใหญ่ไม่มีปัญหา ให้กินขมิ้นชันพร้อมกับสูตรโยเกิต + นมสด + น้ำผึ้ง + มะนาว หรือน้ำอุ่นก็ได้ จะไปช่วยล้างผนังลำไส้ที่มีหนวดเป็นขนเล็กๆ อยู่เป็นล้านๆ เส้น ซึ่งขนเหล่านี้มีหน้าที่ดูดซึมสารอาหารเพื่อไปสร้างเม็ดเลือด ขมิ้นชันจะช่วยล้างให้สะอาดได้ ก็จะไม่ค่อยมีขยะตกค้าง จึงไม่เกิดแก๊สพิษที่ทำให้เกิดกลิ่นตัว และจะไม่ค่อยเป็นริดสีดวงทวาร ไม่เป็นมะเร็งลำไส้

เวลา 07.00 - 09.00 น. ขมิ้น ช่วยแก้ปัญหาเรื่องกระเพาะอาหาร เกิดจากการกินข้าวไม่เป็นเวลา ท้องอืด จุกแน่น ปวดเข่า ขาตึง ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันความจำเสื่อม

เวลา 09.00 - 11.00 น. ขมิ้น ช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำเหลืองเสีย มีแผลที่ปาก อ้วนเกินไป ผอมเกินไปที่เกี่ยวกับม้าม ลดอาการของโรคเก๊าต์ ลดอาการเบาหวาน

เวลา 11.00 - 13.00 น. สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจ มีหรือไม่มี ถ้ากินขมิ้นชันเวลานี้ จะช่วยบำรุงหัวใจให้แข็งแรง ถ้าเลยเวลา 11.00 น.ไปแล้ว ขมิ้นชันจะไปทำงานที่ตับ แล้วตับจะส่งมาที่ปิด ปอดจะส่งไปยังผิวหนัง แต่ส่วนมากมาไม่ถึงเพราะกินขมิ้นชันน้อยเกินไป อวัยวะส่วนอื่นจะดึงไปใช้งานก่อนเลยมาไม่ถึงผิวหนัง จึงต้องลงขมิ้นชันทางผิวหนังช่วยอีกทางหนึ่ง

เวลา 15.00 - 17.00 น. ขมิ้น ช่วยดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง แก้ปัญหาเรื่องตกขาวของสตรี และควรกินน้ำกระชายเวลานี้ด้วย จะช่วยดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง ช่วงเวลานี้ควรทำให้เหงือกออกจะดีมาก เพราะร่างกายต้องการขับสารพิษให้ได้มากที่สุดในเวลานี้

ขมิ้นชันมีประโยชน์และสรรพคุณหลายประการ ดังนี้

ขมิ้นชันมีวิตามิน เอ, ซี, อี ที่เข้าสู่ร่างกายแล้วจะทำงานพร้อมกันทั้ง 3 ตัว จึงมีผลทำให้ช่วยลดไขมันในตับ สมานแผลภายในกระเพาะอาหาร ช่วยย่อยอาหาร ทำความสะอาดลำไส้ เปลี่ยนไขมันให้เป็นกล้ามเนื้อ ต้านอนุมูลอิสระป้องกันมะเร็งตับ สร้างภูมิคุ้มกันให้กับผิวหนัง กำจัดเชื้อราที่ปนเปื้อนในอาหารที่รับประทานเข้าไปและสะสมในร่างกายเตรียมก่อตัวเป็นเซลล์มะเร็ง ช่วยขับน้ำนมสำหรับสตรีหลังการคลอดบุตรได้ดี รองมาจากการกินหัวปลี

กินขมิ้นชันให้ตรงเวลา ที่อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายเปิดการทำงานในช่วงเวลานั้น จะได้ผลตรงกับประเด็นที่ต้องการจะบำรุง หรือแก้ไขฟื้นฟูอวัยวะ รับประทานเพียง 1 แคปซูลเท่านั้น จะออกฤทธิ์มากกว่าเวลาอื่นถึง 40 เท่าตัว แต่ถ้ามีปัญหาหลายอย่างก็รับประทานครั้งละ 1 แคปซูล ทุก ๆ 2 ชั่วโมง ถ้ารับประทานขมิ้นจำนวนมาก ส่วนที่เหลือจะทำหน้าที่ขับไขมัน
ในตับ

กินขมิ้นชันให้เป็นอาหาร ไม่ใช่กินเป็นยา ต้องกินให้สนุกใช้ปรุงอาหารกินบ้าง หุงข้าวก็ใส่ขมิ้นชันได้ ทอดปลาคลุกขมิ้นชันก็ดี ทำให้หอมน่ากิน และยังได้ประโยชน์อีกด้วย เพราะตัวขมิ้นจะช่วยย่อยไขมันจากน้ำมันที่ใช้ทอดปลาได้เป็นบางส่วน

ถ้ากินขมิ้นชันสดๆ ต้องปอกเปลือกก่อน แต่ถ้าทำขมิ้นบดเป็นผง ต้องนำขมิ้นมาต้มน้ำให้เดือดสักพักหนึ่ง เสร็จแล้วตักออกนำมาผึ่งให้เย็นหั่นเป็นแว่นเล็กๆ ตากแดดจนแห้ง อาจจะตากหลายครั้ง แล้วถึงจะนำมาบดให้เป็นผง ถ้าใช้เครื่องอบให้ขมิ้นแห้ง ความร้อนไม่ควรเกิน 65 องศา ถ้าความร้อนเกินอาจเกิดสารสเตรอยด์ได้

กินขมิ้นนอกเวลาที่กำหนดจากช่วงนี้ จนไปถึงการกินก่อนนอน ขมิ้นชันจะไปช่วยเรื่องความจำให้ความจำดี ตื่นนอนขึ้นมาตอนเช้าจะไม่ค่อยอ่อนเพลีย และช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น กินขมิ้นชันมากๆ จะช่วยขับไล่ไรฝุ่นที่ผิวหนังไม่เป็นผดผื่นคันง่ายๆ และช่วยขับไขมันในตับ ถ้ากินปริมาณมาก

กินขมิ้นชัน แบบผงหรือบรรจุแคปซูล ควรเลือกซื้อจากผู้ผลิตที่มีมาตรฐานและสะอาดเชื่อถือได้ ไร้สารเคมีไม่มีสเตรอยที่เกิดจากการอบแห้งด้วยความร้อนเกิน 65 องศา ควรตัดสินใจเอง เพราะเราจะต้องกินทุกวัน ก็ควรกินให้ปลอดภัยและสบายใจ ถ้ากินขมิ้นชัน แบบผง 1 ช้อนชา ใช้ผสน้ำ 1 แก้ว (ไม่เต็ม) ขมิ้นชันจะไหลผ่านส่วนต่างๆ ตั้งแต่
- ผ่านลำคอ ช่วยขับไล่ไรฝุ่นที่ลำคอ ไปผ่านปอดช่วยดูแลปอดให้หายใจดีขึ้น ลดความชื้นของปอด
- ผ่านม้าม ก็ลดไขมัน และปรับน้ำเหลืองไม่ให้น้ำเหลืองเสีย
- ผ่านกระเพาะอาหาร ก็จะรักษาแผลในกระเพาะอาหาร
- ผ่านลำไส้ ก็สมานแผลลำไส้
- ผ่านตับ ก็ไปบำรุงตับ ล้างไขมันในตับ

ขมิ้นชันยังช่วยดูแลเซลล์ต่างๆ ที่ฉีกขาดก็จะไปเชื่อมให้ และไปกวาดขยะ กวาดไขมันมากองไว้ ถ้าจะอุ้มขยะไปทิ้งโดยการถ่ายก็กินอาหารปกติ เช่น พืช ผัก ผลไม้ ที่มีกากใย หรือกินน้ำลูกสำรอง (พุงทลาย) เพื่ออุ้มไขมัน อุ้มแก๊สไปทิ้ง

คนธาตุเบา แสดงว่ามีการระคายเคือง อักเสบ เป็นแผลเรื้อรังบางอย่างที่ผนังลำไส้เป็นอาจิณ

คนธาตุหนัก แสดงว่าปลายประสาทลำไส้ใหญ่เสื่อม อาจเกิดจากการกินยาถ่ายเป็นประจำ หรือดื่มน้ำน้อย ทั้งธาตุเบาและธาตุหนักไม่ดีทั้งคู่ ถ้าเป็นอย่างนี้แสดงว่ามีปัญหาที่ลำไส้ และปลายประสาทลำไส้ใหญ่ผิดปกติ หากปล่อยไว้วันข้างหน้าจะมีโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ ควรกินขมิ้นชันเป็นประจำ เพื่อค่อยๆ ปรับให้เข้าที่แล้ว จะกลับมาถ่ายเป็นปกติ